
ชาวตรังค้านตัดถนน "เขาบรรทัด" ชี้ไม่ศึกษาสิ่งแวดล้อม-กันคนพื้นที่มีส่วนร่วม
ตรัง-หลายองค์กรใน จ.ตรัง เคลื่อนไหวคัดค้านโครงการตัดถนนกันแนวเขตเขาบรรทัด ในพื้นที่ 2 อำเภอ ระบุไม่มีการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่จัดเวทีประชาพิจารณ์ และไม่ผ่านประชาคมหมู่บ้าน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) จ.ตรัง ร่วมกับองค์กรต่างๆ เปิดเวทีสาธารณะเรื่อง "ตัดถนนกันแนวเขตเขาบรรทัด เพื่ออะไร ใครได้-ใครเสีย" เมื่อเร็วๆ นี้ จากนั้นเครือข่ายปฏิรูปได้ออกแถลงการณ์คัดค้านโครงการดังกล่าว โดยระบุว่า เมื่อเดือนเมษายนปี 2550 เกิดน้ำป่าไหลหลากบริเวณน้ำตกสายรุ้งและน้ำตกไพรสวรรค์ คร่าชีวิต 38 ศพ ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการสูญเสีย คือการขาดหน่วยเตือนภัย เดิมมี "ชมรมรักษ์สายรุ้ง” คอยดูแลนักท่องเที่ยวแต่ยุบไป เพราะป่าไม้ไม่ยินยอมให้ชุมชนและ อบต.ร่วมจัดการน้ำตก
ต่อมาเดือนเมษายน ปี 2554 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเทือกเขาบรรทัด ได้ดำเนินโครงการตัดถนนบนพื้นที่ต้นน้ำ กว้าง 5 เมตร ยาว 15 กิโลเมตร ในพื้นที่หมู่ 1, 4 ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว, หมู่ 4, 8 ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว และต.ช่อง อ.นาโยง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากน้ำตกไพรสวรรค์ น้ำตกสายรุ้งและน้ำตกกะช่อง ขณะนี้ดำเนินการแล้ว 6 กิโลเมตร แต่มีการปิดกั้นไม่ให้ชุมชนและคนตรังมีส่วนร่วม ตามวิถีปฏิบัติของหน่วยงานป่าไม้ นอกจากนี้ยังไม่เห็นหัวคนชุมชน 3 ข้อใหญ่ๆ
1.ไม่มีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ไม่มีการจัดเวทีประชาพิจารณ์ ไม่ผ่านประชาคมหมู่บ้าน และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการ ทั้งที่การตัดถนนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เสี่ยงต่อการเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่ม ทั้งๆ ที่พี่น้องที่ได้รับผลกระทบต้องร่วมกันตัดสินใจ โดยเฉพาะพี่น้องในพื้นที่ อ.ย่านตาขาว อ.ปะเหลียน อ.นาโยง อ.เมือง และ อ.กันตัง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปลายน้ำ
2.การตัดถนนดังกล่าวไม่เกิดประโยชน์ แถมยังเกิดโทษ ได้แก่ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ จากการขุด-ไถ-ดินไหล่เขาและเชิงเขา ซึ่งเป็นดินร่วนปนทราย มีการตัดไม้ทำลายป่าและสายน้ำ เป็นการเพิ่มช่องทางการลักลอบตัดไม้ ส่วนชุมชนก็ป้องกันไม่ให้มีการทำลายป่ายากขึ้น เป็นการสิ้นเปลืองงบแต่แก้การบุกรุกป่าไม่ได้ ขณะที่ชาวบ้านไม่ได้ประโยชน์ เพราะถนนไม่ได้เชื่อมต่อชุมชน อีกทั้งยังทำให้เกิดขัดแย้ง เนื่องจากหน่วยงานป่าไม้ใช้แนวถนนซึ่งตัดผ่ากลางสวนยางพาราดั้งเดิม และหย่อมป่าชุมชนเป็นเส้นแบ่งเขตป่า ขณะที่ไม่ได้ตรวจสอบแนวเขตตามความเป็นจริง
และ 3.เนื่องจากพื้นที่โครงการส่วนหนึ่งอยู่พื้นที่บ้านลำขนุน บ้านลำพิกุล และบ้านยูงงาม ซึ่งมีกติกาและแผนจัดการทรัพยากรที่ได้รับการยอมรับจากราชการ ตลอดจนเป็นพื้นที่นำร่องโฉนดชุมชน และอยู่ระหว่างการพิจารณา ฉะนั้นชุมชนดังกล่าวจึงมีสิทธิในการจัดการทรัพยากรตามรัฐธรรมนูญ แต่ป่าไม้กลับมองไม่เห็นหัว และทำลายทรัพยากรที่ชุมชนดูแลรักษา ชาวตรังจึงไม่ควรปล่อยให้หน่วยงานป่าไม้ดำเนินการตามอำเภอใจ ขอให้มาร่วมตรวจสอบและยุติโครงการนี้



