ข่าว

ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชายังหาข้อยุติไม่ได้

ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชายังหาข้อยุติไม่ได้

30 พ.ค. 2554

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์จาการ์ต้า โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานในบทวิเคราะห์ว่า ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนและปัญหาความรุนแรงจากการปะทะกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นหลัก ที่ถูกหยิบยกชึ้นมาหารือกัน

ไม่ใช่แค่บนเวทีการประชุมสุดยอดของสมาคมอาเซียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในที่ประชุมภาคประชาสังคมของอาเซียน หรือ ACSC และที่ที่ประชุมพีเพิล'ฟอรั่ม ของอาเซียน หรือ APF ด้วย

ความวิตกได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๅ ด้วยความจริงที่ว่า การทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสองชาติเพื่อนบ้าน ได้สร้าวความเสียหายให้กับภาพลักษณ์ของสมาคมอาเซียน และอาจทำลายเสถียรภาพของภูมิภาค นอกเหนือจากผลกระทบต่อพลเรือนที่อาศัยอยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทด้วย โดยขณะที่มีรายงานเรื่องการหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาหารือในระหว่างการประชุมสุดยอด ซึ่งยากที่จะมีความคืบหน้านั้น ทั้งไทยและกัมพูชา ยังตกลงกันไม่ได้ในอีกหลายทางเลือกที่จะนำไปสู่การทำข้อตกลงกันได้อย่างสันติ ที่เสนอชาติสมาชิกในกลุ่ม

จาการ์ต้า โพสต์ ระบุว่า ไทยกับกัมพูชา ได้ตกลงกันในเรื่องการยินยอมให้อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้สังเกตการณ์และคนกลางในการไกล่เกลี่ย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้มีเจตนาประเมินความพยายามและบทบาทของรัฐบาลอินโดนีเซียต่ำเกินไป โดยเฉพาะบทบาทของนายมาร์ตี้ นาตาเลกาว่า รัฐมนตรีต่างประเทศนั้น แต่ก็ทราบกันดีว่า มีข้อจำกัดอยู่อีกมากสำหรับอินโดนีเซียในการแบกรับภารกิจนี้

อุปสรรคของอินโดนีเซีย มาจากบทบาทของผู้สังเกตการณ์ และความจริงที่ว่า อินโดนีเซียสวมบทบาทนี้เพียงลำพัง ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกระบวนการนี้ได้ ในแนวคิดริเริ่มนั้น ได้มุ่งเน้นถึงอำนาจหน้าที่และเครื่องมือสำหรับการพยายามรักษาสันติภาพ ซึ่งแสดงถึงความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ระหว่างกองกำลังรักษาสันติภาพกับผู้สังเกตการณ์

กองกำลังรักษาสันติภาพมีหน้าที่คงไว้ซึ่งการหยุดยิง , สร้างพื้นที่กันชนระหว่างสองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน และบังคับใช้ข้อตกลงสันติภาพเพื่อบีบให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิง ซึ่งผู้สังเกตการณ์
ไม่มีอำนาจแบบนี้ และที่สำคัญก็คือ เจ้าหน้าที่สังเกตการณ์จะไม่มีการพกพายุทโธปกรณ์ทางทหารใด ๆ ที่สามารถนำไปใช้ปกป้องตนเอง และขณะที่บุคลากรของกองกำลังรักษาสันติภาพมาจากกองทัพ แต่ผู้สังเกตการณ์มีแต่พลเรือนล้วน ๆ และผู้สังเกตการณ์ก็สามารถใช้บุคคลากรเพียงคนเดียวได้ เพราะไม่ได้มีบทบาทมากนัก

จนถึงขณะนี้ ก็ยังไม่มีการส่งทีมเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์เข้าไปยังพรมแดนไทยและกัมพูชา และเมื่อเกิดการปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชาล่าสุด เมื่อเดือนเมษายน ก็เลยขาดศักยภาพในการเรียกร้องให้ทั้งฝ่ายวางอาวุธ และตอนนั้น ก็ไม่มีใครอนุญาตให้ส่งผู้สังเกตการณ์เข้าไปในดินแดนของตนเอง และสองฝ่ายยังแสดงให้เห็นว่า ไม่ได้พยายามแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาค โดยเฉพาะกัมพูชานั้นลัดขั้นตอนการเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียน ด้วยการเรียกร้องให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเข้าแทรกแซง ส่วนไทยต้องการให้เปิดการเจรจาระดับทวิภาคี อันแสดงให้เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายขาดความไว้วางใจใน " คนกลาง " ซึ่งในการแก้ปัญหาความขัดแย้งใด ๆ นั้น ความไว้วางใจในคนกลางของฝ่ายที่ขัดแย้งเป็นเรื่องสำคัญ และการขาดความไว้วางใจคนกลางจะส่งผลกระทบสำคัญต่อกระบวนการสันติภาพ

กรณีของไทย-กัมพูชา การขาดความไว้วางใจต่ออินโดนีเซีย เป็นผลมาจากแนวคิดที่ว่า อินโดนีเซียทรงอิทธิพลในภูมิภาค แต่ศักยภาพในการแก้ปัญหาภายในยังเป็นที่สงสัย การขาดความไว้วางใจในประเทศที่ 3 มักจะเกิดจากการสงสัยเรื่องผลประโยชน์ซ่อนเร้น และยิ่งเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลด้วยแล้ว ก็ยิ่งน่าสงสัยว่าจะแอบแฝงประโยชน์เรื่องข้อพิพาทนี้ด้วย

เรื่องนี้ สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเหตุพิพาทในหลายพื้นที่ในโลก ถึงมีประเทศที่ 3 เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้สังเกตการณ์ , กองกำลังรักษาสันติภาพ หรือกองกำลังที่บีบให้เกิดสันติภาพและมหาอำนาจที่เข้าไปพัวพันที่เห็นได้ชัด คือ สหรัฐ และเมื่อมีข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเรื่องปราสาทพระวิหาร การเข้ามาของประเทศใหญ่อินโดนีเซีย สามารถถูกมองในแง่ลบได้ และแม้อินโดนีเซีย จะไม่มีผลประโยชน์จากข้อพิพาทเรื่องชายแดน แต่ก็สามารถถูกมองได้ว่า การที่เป็นประเทศใหญ่ในสมาคมอาเซียน ก็อาจจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้

บทวิเคราะห์ระบุว่า ในการมีบทบาทฐานะประธานอาเซียน อินโดนีเซียจะต้องมองข้ามความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยแทนที่จะมุ่งเน้นแค่การแก้ปัญหาข้อพิพาท ก็ให้หันไปเสนอแนวทางการจัดตั้งวิธีแก้ปัญหาที่เป็นรูปแบบของสมาคมอาเซียน เช่น การตั้งสถาบันเพื่อสันติภาพและสมานฉันท์แห่งอาเซียน ซึ่งจำเป็นต้องมีอำนาจในการแก้ปัญหามากกว่าการให้คำแนะนำ

สถาบันฯ จะต้องตัดสินได้ว่า จะใช้กลไกแก้ปัญหาใดสำหรับข้อพิพาทต่าง ๆ และเมื่อจำเป็น ก็จะต้องส่งกองกำลังรักษาสันติภาพ หรือผู้สังเกตการณ์ไปปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วย และที่สำคัญ คือต้องหาตัวแทนที่เป็นกลางจากชาติสมาชิก เช่น นักวิชาการ , ภาคประชาสังคม หรืออดีตนักการทูตที่มีประสบการณ์ แต่ต้องไม่มีความสัมพันธ์กับประเทศคู่กรณี ส่วนการส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปยังพื้นที่ขัดแย้งเพื่อยุติความรุนแรงและคงไว้ซึ่งการหยุดยิงนั้น เป็นสิ่งจำเป็นในกรณีที่เหลือหนทางเดียวที่จะบังคับให้สองฝ่ายเริ่มหันหน้ามาเจรจากัน รวมถึงเพื่อปกป้องพลเรือนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการสู้รบหรือได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่หมายถึงว่า อาเซียนจะต้องห่วงใยประชาชนของตนเองอย่างแท้จริงด้วย