ข่าว

ระดมสมอง...ละครสอนอะไร??

ระดมสมอง...ละครสอนอะไร??

30 พ.ค. 2554

ครอบครัวที่มีลูกหลานจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไรกับละครหลังข่าว??? คือหนึ่งในหลายๆ คำถามที่เกิดขึ้นในวงแลกเปลี่ยนความรู้ของตัวแทนเครือข่ายครอบครัวกว่า 50 คน โดยมีหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่อย่าง "เกรซ" อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ ประธานเครือข่ายครอบครัวเฝ้าระวังและสร้างสรรค

 ประเดิมที่ "เกรซ" อัญญาอร เล่าถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดวงสนทนาในครั้งนี้แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกว่า จริงอยู่ที่ว่าสื่อโทรทัศน์มีสาระประโยชน์มากมาย แต่ปัญหาคือ เราจะทำอย่างไรกับรายการหรือละครที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กและเยาวชน จนนำไปสู่การซึมซับพฤติกรรมและค่านิยมที่ไม่เหมาะสมโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากวิจารณญาณยังน้อย และแม้ว่าที่ผ่านมาถึงจะมีหลายหน่วยงานออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ความไม่เหมาะสมของละครบางเรื่อง แต่เมื่อเราไม่สามารถผลักดันให้ละครน้ำเน่าออกไปจากทีวี  วันนี้จะเป็นที่มาของการเสวนาในหัวข้อดังกล่าวขึ้น

 ก่อนจะที่เข้าสู่ประเด็นร้อนฉ่า คุณแม่ผู้มีประสบการณ์ตรงอันเป็นผลมาจากการปล่อยให้ลูกวัย 3 ขวบอยู่กับทีวีตามลำพัง จนเธอต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจังกระทั่งในวันนี้ได้ก้าวเข้าช่วยงานในเครือข่ายผู้ปกครองประเทืองทิพย์วิทยา เกณิกา พงษ์วิรัช เล่าว่า ลูกเลียนแบบละครด้วยการบีบคอตัวเองเพียงเพื่อต่อต้านคำสั่งให้อาบน้ำ หลังจากนั้นเธอเปลี่ยนตัวเองด้วยการนั่งดูทีวีกับลูก ให้คำแนะนำ พูดคุย ให้ค่อยๆ เข้าใจว่านั่นคือการแสดงไม่ใช่ชีวิตจริง ทว่าตัวเธอเองก็ยังแอบหวังอีกว่านอกจากความใกล้ชิดของผู้ปกครองแล้ว น่าจะมีเครื่องมือที่มาช่วยพ่อแม่ดูแลลูกๆ หลานๆ บ้าง

 เกี่ยวกับประเด็นนี้ หนึ่งในผู้ที่ทำงานด้านเด็กและครอบครัว "อ.โก๋" อิทธิพล ตั้งคำถามว่านอกจากแนะนำ ความใกล้ชิดของพ่อแม่ ผู้ปกครอง การรู้จักการใช้เครื่องมือ หรือที่เรียกกันว่า เรตติ้ง ในบ้านเรามีครบถ้วนแล้วหรือยัง ขณะเดียวกันมีขบวนการมีการสื่อสารระหว่างองค์การอย่างไร และสุดท้ายคืออยากให้มีการสร้างบทเรียนของการเรียนรู้เรื่องละครเพื่อให้เกิดการเท่าทันมากเพียงใด

 ด้านที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต นพ.ยงยุทธ พูดถึงสิ่งที่เด็กๆ สามารถเรียนรู้จากละครได้แบ่งออกเป็น 3 แนวทาง ได้แก่ ละครแนวบวกซึ่งนำเสนอเรื่องราวแบบตรงไปตรงมา ละครแนวลบเน้นนำเสนอแนวความรุนแรง เพศ และภาษา อันจะนำไปสู่การเลียนแบบรวมถึงการชินชา สุดท้ายจากลบไปสู่บวก นั่นคือแม้ว่าการดำเนินเรื่องจะออกมาในแนวลบแต่ให้แง่คิดในตอนจบ ซึ่งผู้ปกครองเองต้องพูดคุยการทำความเข้าใจกับลูกๆ ตัวเองด้วย สำหรับผู้ผลิตก็คงเป็นเรื่องของความสำนึก ไม่ควรซ้ำเติมครอบครัวที่เปราะบางในประเทศไทย เพียงแต่คำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ละครสามารถสร้างได้ทุกรูปแบบแต่ต้องอยู่ในเวลาที่เหมาะสมจริงๆ

 กลับมาที่ฝั่งตัวแทนผู้ผลิตรายการทีวี สมรักษ์ มาแจงว่า ละครไม่ใช่เรื่องที่เป็นพิษเป็นภัยที่ต้องกำจัด ในทางตรงข้ามกลับเป็นการนำเสนอความจริงของมนุษย์ถึงเรื่องความโลภ ความโกรธ ความรัก ความหลงบวกกับจินตนาการ บางเรื่องอาจจะหยิบยกด้านมือด้านลบขึ้นมานำเสนอ แต่สุดท้ายก็จะมีบทสรุปหรือบทสอดแทรกคติธรรมอยู่ในระหว่างเรื่อง ขณะเดียวกันเด็กๆ ต้องเติบโตต้องเรียนรู้ละครสามารถเป็นห้องเรียนได้โดยไม่ต้องไปประสบของจริง ส่วนเรื่องภาษา กิริยา ถ้าผู้ปกครองอธิบายก็เชื่อว่าลูกๆ จะเข้าใจได้

 แม้เวทีเสวนาครั้งนี้ จะยังไม่มีบทสรุปชี้ชัดว่า "ละคร..สร้างการเรียนรู้ให้ครอบครัวได้อย่างไร" อย่างน้อยก็ความตั้งใจของผู้ใหญ่หลายๆ ฝ่ายว่ายังคงห่วงใยหนูน้อยซึ่งจะอนาคตของชาติต่อไป