ข่าว

มท.โฉ่งบอสป.พันล้านกระจุกพื้นที่ภท.

มท.โฉ่งบอสป.พันล้านกระจุกพื้นที่ภท.

30 พ.ค. 2554

มท.โฉ่อีก ตั้งงบอาสาสมัครปกป้องสถาบันกว่าพันล้าน ทำไปแค่ครึ่งโครงการงบลงพื้นที่ภูมิใจไทยมากที่สุด ส่วนจังหวัดเสื้อแดงกลับอบรมน้อยนิด ด้าน ปลัดกระทรวงขณะนั้นสั่งอปท.งดทำบัญชีรับจ่าย หวั่นเม็ดเงินถูกนำไปใช้เป็นกระสุนหาเสียง

รายงานข่าวจากกระทรวงมหาดไทยแจ้ง ว่า ภายหลังการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ได้มีการตรวจสอบโครงการอาสาสมัครปกป้องสถาบัน (อสป.) ที่เป็นโครงการหลักของกระทรวงมหาดไทยและอยู่ในความรับผิดชอบของกรมการปกครอง ปรากฏว่า ได้มีการตั้งโครงการดังกล่าวขึ้นในยุคที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็น รมว.มหาดไทย มีนายมงคล สุระสัจจะ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง โดยวัตถุประสงค์โครงการดังกล่าวระบุไว้ในหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท. 0308.3 / ว 1480 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ลงวันที่ 20 พ.ค. 2553 มีใจความสรุปว่า โครงการอสป.จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างแนวคิดพื้นฐานที่ถูกต้องตามแนวทางปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้กับประชาชน พร้อมกับน้อมนำพระบรมราโชวาทตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องคุณธรรม รู้รักสามัคคี มีเป้าหมายให้ฝึกอบรม กลุ่มพลังมวลชนจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศไม่จำกัดจำนวน แต่ไม่น้อยกว่าอำเภอละ 1,000 คน จำนวน 878 อำเภอ อำเภอละ 10 รุ่น รุ่นละ 100 คน รวมทั้งสิ้น  878,000 คน

 ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้ตั้งงบไว้ 1,200 บาทต่อคน รวมงบประมาณที่ใช้รุ่นละ 120,000 บาท ในส่วนของงบกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้สามารถขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 หรืองบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจำนวน 1,143,600,000 บาท (หนึ่งพันหนึ่งร้อยสี่สิบสามล้านหกแสนบาทถ้วน) ได้อีกด้วย

 นอกจากนี้นายมานิต วัฒนเสน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในเวลานั้น ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท. 0308.3 / ว 1418 ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ขอให้ผู้ว่าฯแจ้งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการฝึกอบรม อสป. ทั้งนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้ยกเว้นการปฏิบัติความในระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน เบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2547 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 89 ที่กำหนดว่า ให้อปท.จัดทำบัญชีและทะเบียนรายรับรายจ่าย รวมทั้งสรรพบัญชี หรือทะเบียนอื่นใดตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดดังนั้นเมื่อปลัดกระทรวงได้ยกเว้นระเบียบดังกล่าวย่อมเท่ากับว่า อปท.ไม่จำเป็นต้องจัดทำบัญชีและทะเบียนรายรับรายจ่าย รวมทั้งสรรพบัญชี หรือทะเบียนอื่นใดตามที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกำหนดไว้

 อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของ พบว่าหลังจากโครงการดังกล่าวดำเนินการมาครบ 1 ปี ปรากฏว่าโครงการ อสป.มีการฝึกอบรมไปแล้วทั้งสิ้น 4,554 รุ่น รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 546,480, 000 บาท (ห้าร้อยสี่สิบหกล้านสี่แสนแปดหมื่นบาท) โดยจังหวัดที่ฝึกอบรมมากที่สุด คือจ.บุรีรัมย์ 565 รุ่น เป็นเงิน 67,8000,000 บาท จ.ปทุมธานี 281 รุ่นเป็นเงิน 33,720,000 บาท จ.นครราชสีมา 191 รุ่น เป็นเงิน 22,920,000 บาท จ.สกลนคร 141 รุ่น เป็นเงิน จ.สุรินทร์ 141 รุ่น เป็นเงิน 16,920,000 บาท จ.พะเยา 124 รุ่น เป็นเงิน 14,880,000 บาท โดยพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพื้นที่หลักของพรรคภูมิใจไทยแทบทั้งสิ้น

 ส่วนการอบรมโครงการอสป. ในจังหวัดที่ความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในระดับที่รุนแรงนั้นมีในพื้นที่ดังนี้ เช่น จ.เชียงใหม่ จ.อุดรธานี จ.ลำพูน จ.อุบลราชธานี จ.ขอนแก่น ที่น่าจะตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการมากที่สุด แต่กลับมีการอบรมใน จำนวนน้อยมาก โดยจ.เชียงใหม่ อบรมเพียง 47 รุ่น จ.เชียงราย 47 รุ่น จ.อุดรธานี 47 รุ่น จ.อุบลราชธานี 56 รุ่น จ.ขอนแก่น 94 รุ่น และ จ.ลำพูน 11 รุ่น

 แหล่งข่าวระบุว่า “น่าสงสัยว่างบประมาณต่างๆของกระทรวงมหาดไทย ที่นำไปใช้ในการดำเนินโครงการอบรมอสป.เมื่อลงสู่พื้นที่จริงๆแล้วนำไปผันเป็นงบที่ใช้ในราชการจริงหรือไม่ สังเกตได้ว่างบประมาณดังกล่าวที่ใช้ในการอบรมอสป.ล้วนกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ของพรรคภูมิใจไทยแทบทั้งสิ้น เชื่อว่า มีการนำงบดังกล่าวไปลงพื้นที่เพื่อใช้สำหรับการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมากกว่า โดยเฉพาะการหาเสียงเลือกตั้ง ที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล ที่มีข่าวว่า ทางพรรคภูมิใจไทยได้ให้เงินลงพื้นที่แก่ผู้สมัคร ส.ส. ที่มีเสียงดีจำนวน 20 ล้านบาท นอกจากนี้ ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ยังน่าสงสัยว่าฝ่ายการเมืองอาจเบิกงบที่เป็นงบกลางจำนวนกว่าหนึ่งพันล้านบาท สำหรับอบรม อสป.ไปใช้ลงทุนเกี่ยวกับสโมสรฟุตบอลด้วย”