
วอน"มาร์ค-ปู"โชว์วิสัยทัศน์ปรองดอง
"เอแบคโพลล์"เผยผลสำรวจ 13 คำถามที่คนไทยตอบ เสียงส่วนใหญ่ชี้ตราบใดบ้านเมืองยังไม่ปรองดอง มีความแตกแยก นโยบายหาเสียงที่สวยหรูก็ไม่มีประโยชน์ แถมแฉอัตราซื้อเสียงพุ่ง 500 - 1,000 พร้อมเรียกร้อง"อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์"โชว์วิสัยทัศน์แก้ไขปัญหาความแตก และสร้างเสร
(29พ.ค.) ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่าผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง 13 คำถามที่คนไทยตอบ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ลพบุรี ปทุมธานี ชลบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ หนองคาย ชัยภูมิ สุรินทร์ อุดรธานี ขอนแก่น นครราชสีมา สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช จำนวนทั้งสิ้น 2,258 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่าง วันที่ 25 – 28 พฤษภาคม 2554 ที่ผ่านมา โดยมีช่วงความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 จากการเลือกตัวอย่างและวิธีการสุ่มตัวอย่างครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ค้นพบครั้งนี้คือ
คำถามที่ 1 ถามว่า มีประโยชน์หรือไม่ ถ้าคนไทยได้ค่าแรงเพิ่มขึ้น 300 บาทต่อวัน แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง คนไทยที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.0 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
คำถามที่ 2 ถามว่า มีประโยชน์หรือไม่ ถ้าคนไทยได้ดอกเบี้ย 0% ในการซื้อบ้านหลังแรก แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง คนไทยที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่หรือร้อยละ 69.6 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
คำถามที่ 3 ถามว่า มีประโยชน์หรือไม่ ถ้าชาวนาไทยได้ “บัตรเครดิตชาวนา” แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง ผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 76.1 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
คำถามที่ 4 ถามว่า มีประโยชน์หรือไม่ ถ้าคนไทย ได้ “คนอารมณ์ดี ติดหนวด” มาเป็นฝ่ายค้าน แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง ผลสำรวจพบว่า คนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 83.6 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
คำถามที่ 5 ถามว่า มีประโยชน์หรือไม่ ถ้าคนไทยได้ “เรียนฟรี” แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง คนไทยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.0 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
และเมื่อถามคำถามที่ 6 ว่า และถ้าคนไทยได้ “คนเก่ง” มาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรงล่ะ มีประโยชน์หรือไม่ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.5 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
ต่อไปคำถามที่ 7 ถามว่า และถ้าคนไทยได้ “รถไฟความเร็วสูง” ล่ะ แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรง จะมีประโยชน์มั้ย พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.1 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
ผู้วิจัยได้ถามต่อเป็นคำถามที่ 8 ว่า ถ้าคนไทยได้ “นโยบายปราบปรามยาเสพติดจริงจัง” แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน จะมีประโยชน์หรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.6 ตอบว่า ไม่มีประโยชน์
คำถามที่ 9 ถามว่า และถ้าประเทศไทยมีเศรษฐกิจดีขึ้น แต่คนไทยไม่เลิกตีกัน ไม่หยุดความขัดแย้งรุนแรงล่ะ จะมีประโยชน์มั้ย ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 66.3 ตอบว่า “ไม่มีประโยชน์”
คำถามต่อมา ถามว่า คุณคิดว่า นโยบายปรองดองให้บ้านเมืองสงบสุข หลังการเลือกตั้งจะมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือก ผู้สมัคร ส.ส ของพรรคการเมืองหรือไม่ ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 74.8 ระบุมีผลค่อนข้างมาก ถึง มากที่สุด แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ คำตอบของ 3 คำถามสุดท้ายที่ค้นพบ คือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.7 ระบุการซื้อเสียงก็มีผลจะทำให้ชนะการเลือกตั้ง ในขณะที่ร้อยละ 31.3 เท่านั้นที่ระบุไม่มีผล นอกจากนี้ ราคาค่างวดในการซื้อเสียงกันครั้งนี้ที่ค้นพบในกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.0 คือ ไม่เกิน 500 บาท ร้อยละ 29.8 ระบุอยู่ระหว่าง 501 – 1,000 บาท และร้อยละ 13.2 ระบุมากกว่า 1,000 บาทขึ้นไป และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่า ถ้าผู้สมัคร ส.ส. ลงพื้นที่เป็นประจำ ทำประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่น หมั่นช่วยงานบวช งานวัด งานศพ ราคาซื้อเสียงก็จะไม่เกิน 500 บาท แต่ถ้าไม่เคยลงพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนเลย การซื้อเสียงด้วยเงินจำนวนมากก็อาจจะไม่ชนะได้ และผลสำรวจยังพบด้วยว่า ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.7 ระบุมีการซื้อเสียงในหมู่บ้าน/ ชุมชนของตนเอง
ผอ.เอแบคโพลล์ ยังระบุด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังเป็นบุคคลที่สังคมไทยกำลังคาดหวังสูงให้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสาธารณชนถึงแนวทางเสริมสร้างบ้านเมืองให้สงบสุขหลังการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้าแนวทางทำให้บ้านเมืองสงบสุขไม่ชัดเจน ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ถูกศึกษาครั้งนี้เห็นว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่พวกเขาจะได้คนเก่ง หรือนโยบายที่โดนใจพวกเขาในท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองที่คนไทยตีกัน ห้ำหั่นเข่นฆ่ากันเอง
“ดังนั้น พรรคการเมืองต่างๆ อาจจำเป็นต้องทบทวนกลยุทธ์ในการชนะการเลือกตั้งของตนเองเพิ่มเติม โดยต้องเน้นให้ประชาชนมั่นใจว่าจะได้เห็นภาพของความสงบสุขที่บรรดาแกนนำพรรคการเมืองทุกพรรคไม่ว่าจะแพ้ หรือชนะมายืนเรียงหน้ากระดานจับมือกันพัฒนาประเทศ โดยนำเอกลักษณ์ของความเป็นคนไทยที่มีน้ำใจไมตรีเกื้อกูลช่วยเหลือกันมาทำงานการเมืองภายใต้กรอบกติกาของกระบวนการยุติธรรม และเน้นย้ำให้สาธารณชนเกิดความอบอุ่นใจเห็นภาพชัดเจนว่า หลังการเลือกตั้งจะไม่มีเหตุการณ์ที่ใช้ความรุนแรง จะไม่ห้ำหั่นเข่นฆ่ากันระหว่างกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลและไม่สนับสนุนรัฐบาล ส่วนเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงที่กำลังเกิดขึ้นตามผลสำรวจที่ค้นพบครั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดและเป็นธรรม เพื่อให้เป็นบทเรียนแห่งจิตสำนึกของประชาชนและฝ่ายการเมืองในการค่อยๆ พัฒนากันไปตามระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาทางการเมือง” ดร.นพดล กล่าว
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 48.9 เป็นหญิง ร้อยละ 51.1 เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.6 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 19.9 อายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 20.8 อายุ 30 – 39 ปี ร้อยละ 21.4 อายุ 40 – 49 ปี และร้อยละ 33.3 อายุ 50 ปีขึ้นไป โดย ตัวอย่างร้อยละ 72.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 20.0 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 7.8 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีขึ้นไป นอกจากนี้ ตัวอย่างร้อยละ 30.5 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 28.4 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.9 ระบุอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 11.0 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 9.4 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 9.0 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 2.8 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ
"วรรณรัตน์"แย้มพรรคเล็กขอเจียมตัว
ที่โรงแรมสวิทโฮเทล เลอ คอคอร์ด รัชดา นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงข่าวที่ว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งพรรคขนาดเล็ก จะมีการรวมเสียงเพื่อต่อรองและชูพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เป็นนายกปรองดอง ว่า ยังเร็วไปที่จะพูด เพราะยังไม่ทราบว่าแต่ละพรรคได้รับคะแนนเลือกตั้งเท่าใด ทั้งนี้ตนมองว่าต้องเล่นตามกติกาทางการเมืองให้พรรคขนาดใหญ่จัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวตนยังไม่เคยพูดคุยกับแกนนำพรรคอื่น เพราะขณะนี้มุ่งแต่งานหาเสียงในพื้นที่
"การจัดตั้งรัฐบาลต้องเป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ พรรคเล็กๆ ต้องรู้จักเจียมตัว การเลือกต้ังเป็นเรื่องของอนาคต เร็วเกินไปที่จะพูดถึงการตั้งรัฐบาลขณะนี้"นพ.วรรณรัตน์ กล่าว
เมื่อถามถึงกระแสพรรคชพน.ขณะนี้ นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า ยังคงต้องลงหาเสียงเพื่อนำเสนอผลงาน และรณรงค์ให้คนออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากๆ และหวังให้เลือกผู้สมัครของพรรคมาเป็นผู้แทน



