ข่าว

 เรื่องของคนเกินล้าน

เรื่องของคนเกินล้าน

29 พ.ค. 2554

สัปดาห์ก่อน มีภารกิจรับเป็นผู้ดำเนินรายการในการเสวนาหัวข้อเกี่ยวกับการลงทุนและการจัดสรรเงินลงทุน โดยผู้ฟังเป็นเจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการอบรม ต้องบอกว่า เดี๋ยวนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะคะ เพราะองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ขยันจัดสัมมนา เสวนา รวมถ

 จากเมื่อก่อนที่ต้องขวนขวายหาความรู้ ก็กลายเป็นมีคนจัดการป้อนเข้าปากให้ คนที่เข้าร่วมหลักสูตรหรือเข้าฟังการสัมมนา มีหน้าที่เคี้ยวแล้วก็กลืน จากนั้นก็ย่อยข้อมูลที่ได้รับ นำไปต่อยอดสร้างประโยชน์ให้ตัวเองต่อไป

 ในโลกธุรกิจ ในโลกของการแข่งขัน ในโลกของการลงทุน ก็วัดกันตรงระบบย่อยข้อมูลนี่แหละค่ะ เพราะตอนได้รับข้อมูลก็ได้มาเท่าๆ กัน แต่การนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้แค่ไหน อันนี้ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถเฉพาะบุคคล

 ก็นั่งฟังด้วยกันตั้งแต่ต้นจนจบแท้ๆ เอกสารที่ได้รับแจกมาก็ฉบับเดียวกัน ทุกอย่างได้มาเท่ากัน พร้อมกัน เหมือนกันหมด แต่เมื่อถึงเวลาลงทุนจริงๆ ปรากฏว่า นายไก่อาจกำไรมหาศาล แต่นายไข่อาจขาดทุนมโหฬารก็ย่อมเกิดขึ้นได้

 นี่ขนาดตั้งใจฟังเหมือนๆ กันนะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ยังแตกต่างกัน ถ้าเป็นประเภทไม่ขวนขวาย ไม่ใฝ่รู้ หรือเข้าห้องสัมมนาไปงั้นๆ ไปหลับบ้าง ไปคุยแข่งกับวิทยากรบ้าง ไม่ได้สนใจจะฟังความรู้ที่วิทยากรเข้าอุตส่าห์หามาให้ ก็เท่ากับว่า คุณกำลัง ‘เสียเปรียบ’ คนอื่นไปเยอะแล้ว

 ดิฉันมีโอกาสถามผู้บริหาร 2 ท่าน ทั้งคุณเผดิมภพ สงเคราะห์ จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย และคุณพัชร สมะลาภา จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เหมือนกันว่า การจะทำให้ตัวเองได้เปรียบคนอื่นนั้น ต้องทำอย่างไร ซึ่งทั้งสองท่านมีไอเดียเหมือนๆ กันค่ะว่า ประสบการณ์จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เราจะต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ได้อย่างไร และประสบการณ์นั่นแหละที่จะบอกว่า เราจะคัดกรองสิ่งที่รับฟังมาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างไร

 แต่ที่บอกไม่ได้คือ จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ในการสั่งสมประสบการณ์ ดังนั้น ดีที่สุดคือ การบ่มเพาะ และการเติมความรู้เติมข้อมูล ทำตัวเป็นแก้วที่พร่องน้ำ และต้องคอยเติมไปตลอด

 หรืออีกทีก็อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” ไปเรื่อยๆ ค่ะ รับรองว่า ได้เติมโน่น นี่ นั่นไปตลอดแน่ๆ

 สัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นกัน โดยเฉพาะช่วงปลายสัปดาห์ เริ่มมีการพูดถึงการลดวงเงินคุ้มครองเงินฝาก หลังจากที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายมาตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2551 แต่จะเริ่มมีการลดวงเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองในทางปฏิบัติ โดยในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 จะลดวงเงินคุ้มครองเหลือไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อสถาบันการเงินต่อรายผู้ฝาก ก่อนที่จะลดวงเงินคุ้มครองเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อสถาบันการเงินต่อรายผู้ฝาก ในวันที่ 11 สิงหาคมปีหน้า และจะคงอยู่แบบนั้นตลอดไป

 ข้อมูลล่าสุดของศูนย์วิจัยกสิกรไทย บ่งชี้ว่า ยอดเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ลดลงประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยอยู่ในราว 7 ล้านล้านบาท ซึ่งการไหลออกของเงินฝากนั้น ชัดเจนว่าไหลออกจากธนาคารขนาดเล็กและขนาดกลางเป็นหลัก และเป็นไปได้ว่า ส่วนหนึ่งเป็นการโยกออกไปลงทุนในตราสารหนี้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการคุ้มครองเงินฝาก

 คงต้องแยกเป็นผู้เกี่ยวข้องและผู้ไม่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาจาก “วงเงิน” เป็นหลัก ณ จุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ ก็คือ ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อธนาคาร ก็ต้องกระจายความเสี่ยงของตัวเองไปยังแหล่งลงทุนอื่นๆ ซึ่งเข้าใจว่า ตอนนี้คนเกี่ยวข้องคงไม่มาก แต่พอปีหน้า ที่วงเงินคุ้มครองจะลดลงเหลือ 1 ล้านบาท จำนวนคนเกี่ยวข้องก็ย่อมมากขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้น ในช่วงเวลา 1 ปี นับจากนี้ ระหว่างปี 2554-2555 คงเห็นการซัดส่ายของเงินมากยิ่งขึ้นเป็นเรื่องของคน (มีเงิน) เกินล้าน ที่ต้องหาช่องทางกันไป

 ส่วนใครที่ไม่เกี่ยวข้อง เพราะไม่ว่าจะปีนี้ ปีหน้าหรือปีไหน เงินในแบงก์ก็ไม่ถึง 1 ล้านบาทเสียที นอกจากไม่ต้องกังวลว่า เงินที่อยู่ในแบงก์จะปลอดภัยหรือไม่ (เพราะปลอดภัยอยู่แล้ว) ก็ขอบอกว่า ยังมีจังหวะในการแสวงหาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งมีปัจจัยเร่งมาจากการคุ้มครองเงินฝากนั่นแหละค่ะ เพราะแต่ละแบงก์ต่างก็ต้องพยายามสรรหามาเพื่อดึงเงินฝากไว้ เข้าสู่หลักการ “เสี่ยงสูง (ขึ้น) ผลตอบแทนก็สูง (ขึ้น)”

 เท่าที่มอนิเตอร์ตอนนี้ มีธนาคาร 2 แห่งที่กำลังระดมเงินฝากอีกรอบ นั่นคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำประเภท 8 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.15% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท รับดอกเบี้ยรายเดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2554 และ ธนาคารกรุงเทพ ที่ออกผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ ระยะเวลาการฝาก 15 เดือน อัตราดอกเบี้ย 3.00% ต่อปี โดยธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเมื่อครบระยะเวลาการฝาก กำหนดจำนวนเงินฝากแต่ละยอดไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ถึง 20 มิถุนายน 2554

ใครที่กำลังมองหาเงินฝาก ดอกเบี้ยสูง ก็ลองจัดกระบวนการลงทุนดูนะคะ แต่ถ้าถามว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้นไปได้อีกหรือไม่จากจุดนี้ ก็ดูเหมือนกับหลายสำนักยังฟันธงว่า ดอกเบี้ยในบ้านเรายังขยับเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้น อาจจะทยอยฟิกซ์เงินฝากเป็นงวดๆ ตามจังหวะ โดยจัดสรรเงินบางส่วนไปพักไว้ที่กองทุนประเภทมันนี่ มาร์เก็ตหรือที่ลงทุนในตลาดเงิน รวมทั้งอาจจะพักบางส่วนในกองทุนตราสารหนี้ เพื่อจังหวะโยกกลับเข้าบัญชีเงินฝากประจำเมื่ออัตราดอกเบี้ยขยับขึ้นอีกรอบ

 แต่ขอบอกก่อนนะคะว่า เรื่องการโยกย้ายเงินฝากหรือเงินลงทุนหรืออะไรก็ตาม ถ้าเป็นเงินก้อนเล็กๆ น้อยๆ ก็อย่าเสียเวลาไปจัดการให้ปวดสมอง เพราะผลตอบแทนแทบไม่เห็นความแตกต่าง ถ้าไม่มากพอ ก็อย่าไปซัดส่าย แต่ถ้ารู้สึกว่า อยากลองจัดการบริหารให้วุ่นวายดูบ้าง โดยไม่สนเรื่องผลตอบแทน อันนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง

 ส่วนใครที่กำลังงงว่า เวลาเดินเข้าไปในธนาคารพาณิชย์ ตอนนี้มีบริการที่หลากหลายเหลือเกิน จนบางทีเรานึกไปว่า ทุกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ธนาคารพาณิชย์นำเสนอนั้นได้รับการ “คุ้มครอง” จากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.)  เรื่องนี้คุณสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก บอกว่า ขณะนี้มีแนวคิดออกตราสัญลักษณ์ หรือข้อความกำกับผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองเงินฝาก หลังจากสถาบันการเงินต่างๆ ออกผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทำให้ผู้ฝากเงินเกิดความสับสน

 ว่าแล้ว สัปดาห์หน้าลองแยกแยะดูกันดีกว่าค่ะว่า เวลาเดินเข้าไปในแบงก์พาณิชย์ เราเจอกับผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง แล้วแต่ละประเภทมันแตกต่างกัน ท่านใดมีไอเดียอย่างแบ่งปันหรือไปพบเจออะไรมาบ้าง ก็ลองส่งมาแชร์กันได้นะคะ

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]