ข่าว

"อาหรับราตรีVSมังกรหยก"ที่อุซเบกิสถาน (5)

"อาหรับราตรีVSมังกรหยก"ที่อุซเบกิสถาน (5)

29 พ.ค. 2554

มาดราซาส์แห่งที่ 2 ได้แก่เชอร์ดอร์มาดราซาส์ ซึ่งแปลว่ามาดราซาส์สิงโต อยู่ทางตะวันออกของจัตุรัส สร้างระหว่างปีพ.ศ.2162-2179 โดยเลียนแบบอุลุคเบคมาดราซาส์ ทั้งขนาดและสัดส่วนที่แทบไม่ต่างจากกันนัก เหมือนกับเป็นเงาสะท้อนของกันและกันก็ว่าได้ ผนังกำแพงมีลวดลายแ


 แต่ที่น่าสนใจยิ่งก็คือซุ้มประตู มีรูปเสือ ซึ่งบางคนก็ว่าเป็นสิงห์กำลังขย้ำกวาง แถมยังมีรูปพระอาทิตย์เป็นหน้าคนอยู่ตรงกลางหลังเสือหรือหลังสิงห์ ถือเป็นลวดลายที่เป็นกบฏต่อศาสนา ที่ห้ามวาดรูปคนสัตว์หรือสิ่งของ นอกจากลวดลายเชิงสัญลักษณ์ แต่ช่างก็อ้างว่าเป็นงานศิลป์ไม่ใช่งานทางศาสนา

 โดมของมาดราซาส์เชอร์ดอร์เป็นโดมกระดูกงูหรือกลีบมะเฟือง ประดับประดาด้วยอักษรอาหรับจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นหอขานละหมาดหรือมิเนอเรต ออกจะเอียงออกข้างเล็กน้อย บางคนก็ว่าเป็นเพราะดินอ่อน บางคนก็ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ล้มทับมาดราซาส์หากเกิดแผ่นดินไหว

 คุณปออีกเช่นกันที่มีเรื่องเล่านอกตำราว่ามีการคุยข่มทับกันถึงวิธีแก้หอเอียง โดยช่างชาวฝรั่งเศสใช้เวลาคิดตั้ง 7 วันแต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไรดี แต่ช่างอุซเบกกลับคิดแป๊บเดียวก็คิดออก โดยใช้อิฐรองที่ฐานแล้วใช้เข็มขัดเส้นใหญ่รัดหอคอยไว้แล้วดึงให้ตรง หนำซ้ำ พอลมพัด เสียงเข็มขัดที่เสียดสีกันก็ดังเหมือนเสียงกีตาร์

 เรื่องเล่านี้คงไม่มีอะไรลึกซึ้งมากกว่าการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาชาวบ้านในยุคนั้น ซึ่งยังได้แก้ปัญหาสุเหร่าและหอคอยต่างๆ ที่มีรอยร้าวอันเนื่องจากสร้างด้วยอิฐซึ่งชื้นง่ายและทำให้พังง่าย ด้วยวิธีง่ายๆ แค่ใช้ต้นกกสอดไปตามร่องอิฐที่เป็นรูๆ เพื่อช่วยดูดความชื้น ไม่น่าเชื่อว่าสามารถทำให้โบราณสถานเก่าแก่หลายพันปีแข็งแกร่งคงทนจนทุกวันนี้

 มาดราซาส์แห่งที่ 3 ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลางระหว่างมาดราซาส์ทั้ง 2 แห่งและถือเป็นมัสยิดประจำเมืองด้วย ได้แก่ ติลยาโกริมาดราซาส์ หรือทองอันแสนอลังการ มาจากติลยาที่แปลว่าทอง ส่วนโกริ แปลว่าอลังการที่สุด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2190-2203 ใช้เวลาสร้างเกือบ 20 ปี มาดราซาส์แห่งนี้จะยาวกว่าอีกสองแห่งและไม่มีหอขานละหมาด เป็นเพียงแค่หอคอยเล็กๆ ตรงมุมทั้งสองข้าง  

 จุดเด่นที่สุดของมาดราซาส์แห่งนี้ก็คือโดมสีน้ำทะเลสวยงามทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งประดับประดาด้วยทอง สมชื่อจริงๆ

 โบราณสถานแห่งสุดท้ายที่ได้ชมกันก็คือ หอดูดาวอุลุคเบค หรือหอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ เป็นที่เก็บอุปกรณ์ดูดาวของอุลุคเบค สร้างขึ้นระหว่างปีพ.ศ.1971-1972 เดิมเป็นอาคาร 3 ชั้นสูง 30 เมตร สามารถศึกษาดวงดาวถึง 1,080 ดวง แต่ถูกพวกคลั่งศาสนาและพวกหัวขโมยทำลายเกือบหมดสิ้น โชคยังดีที่ยังเหลือฐานชั้นล่างไว้ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ ปัจจุบันจึงสูงแค่ 9 เมตร
  ใกล้ๆ กันเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงเรื่องราวทางดาราศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ดูดาว ส่วนด้านหน้าเป็นอนุสาวรีย์ของอุลุคเบคในท่านั่งท่าทางครุ่นคิด มือหนึ่งถือแผนที่ดาราศาสตร์

 เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นท่ามกลางอากาศสดใสเป็นครั้งแรก พวกเรานั่งรถบัสมุ่งหน้าไปเมือง ซาคริซาบส์ เมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไปราว 90 กิโลเมตรในฐานะเป็นบ้านเกิดของติมูร์ ซึ่งได้เตรียมสร้างสุสานของตัวเองขึ้นที่เมืองนี้แต่ไม่สมปรารถนา สุดท้ายกลับไปฝังร่วมกับลูกหลานและอาจารย์ที่กูริติมูร์แทน

 ถนนสายนี้จะทอดผ่านแนวเทือกเขายอดคลุมด้วยหิมะ ผ่านบ้านเรือนซึ่งปลูกง่ายๆ ด้วยอิฐบล็อกสูงขั้นเดียว ตั้งห่างๆ เรียงรายสองฟากถนน ดิฉันอยากจะเรียกถนนสายนี้ว่าถนนสายน้ำตา เพราะเห็นสุสานเรียงรายในหลายช่วงถนน

 คนขับรถซึ่งแทบรู้ทุกพื้นที่ดีกว่าไกด์ท้องถิ่นพาพวกเราแวะชุมชนพื้นเมืองซึ่งเลี้ยงแกะฝูงใหญ่กลางเนินเขาเขียว เพื่อให้ดูการทอพรมขนแกะแบบวิถีชาวบ้านแท้ พวกเราต่างซึ้งใจกับการต้อนรับอันอบอุ่นของเด็กเล็กแสนน่ารัก รวมทั้งอัธยาศัยไมตรีอันดีของคนพื้นเมืองที่เลี้ยงขนมพร้อมน้ำชาแบบพื้นเมือง โดยไม่ได้เซ้าซี้ให้ซื้อพรมซื้อกระเป๋าขนแกะแต่อย่างใด

 เมื่อแรกเห็นเมืองนี้ ดิฉันหวนคิดไปถึงเมืองถงว่าน ใน "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ของหวงอี้ แปลโดย น.นพรัตน์ ทันที ซาคริซาบส์เป็นเมืองเล็กๆ ผู้คนมีความเป็นอยู่เรียบง่าย มีถนนใหญ่น้อยเชื่อมถึงกัน ระหว่างชมโบราณสถานในเมืองนี้พวกเราจึงเดินกันตลอดและได้สัมผัสวิถีชาวบ้านอย่างแท้จริง

 จุดแรกพวกเราเดินไปชมก็คือ สุเหร่ากุกกุมบาช ซึ่งอุลุคเบคสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 15 เป็นสุเหร่าวันศุกร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ชารุกห์ ข่าน พระบิดา ภายในสุเหร่ามีแท่นหินสีดำ เชื่อกันว่าเป็นหินวิเศษให้ผู้นับถือนำมือมาแตะเพื่อขอพร แท่นหินดำนี้เนื้อหินเย็นมาก ตรงกลางเป็นแอ่งเล็กๆ พอนำน้ำมาหยอดแล้วนำมาเจิมที่ศีรษะหรือดื่มเพื่อขอพร แน่นอนอยู่แล้วว่าบรรดาผู้หญิงในกลุ่มนี้ต่างไม่ยอมพลาดโอกาสทองพึมพำขอพรกันใหญ่

 ข้างๆ สุเหร่ากุกกุมบาช ยังมีซากสุเหร่าอีกแห่งหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการบูรณะ ด้านหลังเป็นสุสานชาวบ้านทั่วไป ใกล้ๆ กันนั้นเป็นอุโมงค์เล็กๆ ที่ติมูร์เตรียมไว้สำหรับเป็นที่ฝังศพตัวเอง คุณปอเจ้าเก่าเล่าเกร็ดตำนานว่าหลุมนี้ถูกทิ้งร้างไว้จนกระทั่งวันหนึ่ง เด็กๆ ในหมู่บ้านได้มาเล่นเตะฟุตบอลกันที่บริเวณนี้แล้วพลัดตกไปในหลุม ชาวบ้านต่างช่วยกันหาจนพบเด็กและหลุมร้าง พอขุดค้นจึงค่อยรู้ว่าเป็นหลุมศพติมูร์ที่เตรียมไว้โดยมีโลงศพติดบอกไว้ แต่ภายในโลงศพกลับมีศพปริศนาของผู้หญิงรายหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร ทางการจึงปล่อยเลยตามเลยไว้อย่างนั้น
 
 ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก แค่เดินชมเมืองอย่างสบายๆ ราวครึ่งชั่วโมง ก็มาถึง ประตูพระราชวังขาว อัคซาราย  (อัคแปลว่าสีขาว) สร้างสมัยติมูร์อีกเช่นกัน หวังจะให้ยิ่งใหญ่เหมือนกับสุเหร่าบีบี คานุมที่ซามาคานด์ โดยใช้ช่างฝีมือจากหลายสาขาที่ชำนาญในเรื่องกระเบื้องเคลือบ แต่ขณะนี้เหลือแค่ซากประตูยักษ์สูงตระหง่านชนิดที่ต้องแหงนคอตั้งบ่าดู มีบันไดเล็กแคบๆ สำหรับเดินขึ้นไปที่ประตูราวกับเป็นหอสังเกตการณ์ไปในตัว

  อีกครั้งหนึ่งที่ดิฉันหวนคิดถึงป้อมเฮ่อเหลียนในเมืองถงว่านที่สร้างโดยเฮ่อเหลียนปอป๋อ หวงอี้พรรณาไว้ในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ว่า "...ป้อมค่ายสีขาวที่ตั้งตระหง่านบนยอดเนินคล้ายวิญญาณร้ายตนหนึ่งก้มมองดูพสุธา...ทั้งไม่แยแสต่อสังขารที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลาแต่อย่างใด...ภายในสร้างบันไดศิลาทอดขึ้นไป ชั้นบนสุดเป็นแท่นสังเกตการณ์ มีความสูงจากระดับพื้นร่วมสิบวา ลักษณะคล้ายเจดีย์ศิลาหลังหนึ่ง..."

 หวังใจว่าติมูร์คงไม่บ้าแบบเฮ่อเหลียนปอป๋อที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของกำแพงด้วยชีวิตคน นี่ขนาดเหลือแค่ซากประตูยักษ์ยังยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเป็นสุเหร่าแล้วจะขนาดมหึมาแค่ไหน

 ด้านหน้าของอัคซารายเป็นอนุสาวรีย์ติมูร์แห่งที่ 3 รองจากทาชเคนท์และซามาคานด์ อนุสาวรีย์ที่นี่เป็นท่ายืนตระหง่าน หันหลังให้อัคซารายหันหน้าไปยังตัวเมือง

 รุ่งขึ้น รถบัสคู่ชีพได้นำพวกเราไปยังเมือง บุคารา ซึ่งบางตำราอ้างว่ามาจากภาษาเปอร์เซียโบราณว่าบูคารัค แปลว่า สถานที่แห่งความสุขความโชคดี ขณะที่บางตำรากล่าวว่ามาจากภาษาสันสกฤตว่าวิหาราหรือวิหารในภาษาไทย เนื่องจากเคยเป็นเมืองพุทธมาก่อนที่จะกลายเป็นอิสลามในศตวรรษที่ 8 ใครผิดใครถูกคงยากชี้ขาด

 นอกจากนี้ บางคนก็ว่าเมืองนี้เป็น "ไข่มุกแห่งตะวันออก" บ้างก็ว่าเป็น "อาหรับราตรี" แข่งกับเมืองคีวา บ้างก็ว่าเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ในเอเชียกลาง เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ยังมีชีวิต ซึ่งล้วนแต่ถูกทุกข้อ ที่แน่ๆ เมืองนี้เป็นเมืองที่ยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกเมืองหนึ่งเมื่อปีพ.ศ.2540 

 ถึงจะเป็นเมืองมรดกโลกเหมือนกัน แต่ในความเหมือนก็มีความต่าง ตรงที่ว่าซามาคานด์เหมือนกับคนรุ่นก่อนที่ทันสมัย ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองโบราณอายุกว่า 2,700 ปี แต่ก็มีความทันสมัยแทรกอยู่คล้ายกับกรุงทาชเคนท์ โบราณสถานเหล่านั้นก็แสนยิ่งใหญ่ โอ่อ่าสวยงามสมกับเป็นเมืองหลวงของอาณาจักร

 ขณะที่บุคาราเหมือนกับสาวย้อนยุคที่คงความโบร่ำโบราณและกลิ่นอายของเส้นทางสายแพรไหมไว้แทบไม่ผิดเพี้ยน โบราณสถานกว่า 140 แห่งที่ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่แม้จะไม่งามเท่าซามาคานด์ แต่ก็ชวนให้หวนรำลึกถึงครั้งที่ยังรุ่งเรือง จนได้ชื่อว่าเป็นคู่แข่งกับนครแบกแดดในอิรักทั้งในด้านความเจริญและการเป็นศูนย์กลางของอิสลาม ในอดีตที่นี่คงพลุกพล่านด้วยขบวนคาราวาน ขณะนี้ยังมีคาราวานสราย หรือซากที่พักของขบวนคาราวานรวมทั้งบ่อน้ำพันปีให้เห็นอยู่

 ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ก็เหมือนกับซามาคานด์คือถูกรุกรานและถูกเผาเป็นจุณจากฝีมือของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เปอร์เซีย เจงกิสข่าน และเติร์ก ยกเว้นโบราณสถานเพียง 3 แห่งที่ไม่ถูกทำลาย อย่างไรก็ดี บุคาราก็ค่อยๆ ฟื้นตัวจนกลับมารุ่งเรืองสูงสุดอีกครั้งเมื่อศตวรรษที่ 16-18

 ถึงแม้จะห่างจากเมืองซาคริซาบส์แค่ 270 กิโลเมตร แต่พวกเราก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าถึงเมืองนี้เมื่อเกือบบ่าย 3 โมง เส้นทางนี้จะตัดผ่านทะเลทรายตลอด ถนนทรุดโทรมมาก แต่ก็กำลังสร้างใหม่ มีโรงแยกก๊าซประปราย ระหว่างทางคนขับรถแสนดีก็พาพวกเราแวะตลาดสดและร้านอาหารพื้นเมือง ใครที่เป็นนักพิทักษ์สิทธิสัตว์คงร้องโวยวายลั่นว่ายอมรับไม่ได้ เพราะปราดแรกที่เห็นก็คือซากลูกแกะถูกถอนขนเปลือยกายล่อนจ้อนตาใสแจ๋วแขวนอยู่ตรงหน้า พร้อมนำไปย่าง พอสุกก็หอมหวนชวนชิม

 แน่ละ พวกเราย่อมไม่พลาดโอกาสลองอาหารแบบคนท้องถิ่นอยู่แล้ว เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ทุกที่ที่ไปราคาของอาหารจะไม่ต่างกันมากนัก ไม่ว่าจะลองชิมกลางทะเลทราย หรือกลางหิมะบนภูเขาสูงก็ตาม บาร์บีคิวแกะอาหารหลักของพวกเราแค่ 1,500 ซูม หรือราว 25 บาท ข้าวพีลอฟ หรือข้าวคลุกกะหรี่ 2,000 ซูม หรือ 30 บาท ซุปร้อนๆ 2,000 ซูม คอมซาหรือกะหรี่ปั๊บไส้เนื้อวัวเอาไปย่างร้อนๆ ราคา 1,000 ซูม ขนมปังซึ่งเรียกว่านอน คล้ายนานหรือแผ่นโรตีของอินเดีย ชิ้นละ 600-1,000 ซูม

  ร้านข้างทางยังได้ขายแกะย่างมากถึงวันละ 50 ตัว ขายแกะเป็นๆ ตัวละ 2 แสนซูม หรือราว 4,000 บาท แต่ถ้าเป็นแกะทอดตกกิโลกรัมละ 2 หมื่นซูม ไก่ย่างกิโลกรัมละ 1.8 หมื่นซูม 

 บ่ายแก่ๆ วันนั้น พวกเราก็ได้ยล พระราชวังฤดูร้อนสิโตราย โมคี-โคซา แปลว่า พระราชวังเดือนดารา ซึ่งอาขัต ข่าน ข่านองค์สุดท้ายทรงให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2461 โดยใช้ช่างฝีมือดีที่ฝึกฝนวิชาจากรัสเซีย ตัวพระราชวังจึงเป็นศิลปะผสมผสานระหว่างยุโรปกับรัสเซีย พระราชวังแห่งนี้นิยมใช้สีสันสดใสตัดกันฉับๆ ตั้งแต่สีภายนอกซึ่งปูโมเสกสีเขียว แดงและฟ้าอย่างที่ไม่เคยเห็นจากที่ไหนมาก่อน แต่ก็กลมกลืนกับขนนกยูงที่รำแพนหางเกลื่อนไปทั่วบริเวณด้านนอก

  ภายในแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นนอกเป็นสวนประดับสิงโต 2 ตัวอ้วนๆ รูปทรงเหมือนหมูป่ามากกว่า ชั้นกลางเป็นห้องหินอ่อนสำหรับให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นั่งรอเข้าเฝ้า ผนังห้องวาดรูปดอกไม้สีสันสดใสงดงาม นับเป็นงานของสกุลช่างที่เป็นกบฏต่อหลักศาสนาที่ห้ามวาดรูปคนสัตว์และสิ่งของอีกแห่งหนึ่ง แต่ช่างก็ให้เหตุผลที่รับฟังได้ว่าเป็นงานศิลป์

 ถัดมาเป็นห้องประทับ ติดกระจกสี เพดานโค้งสีสันสดใสสะดุดตาใกล้ๆ กันนั้นเป็นห้องกระจก ซึ่งอากาศถ่ายเทดีที่สุด ว่ากันว่าข่านชอบประทับที่ห้องนี้มากที่สุดในช่วงฤดูร้อน ขณะนี้ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ประดับด้วยแจกันจันขนาดใหญ่หลายใบ

 ชั้นในเป็นฮาเร็มซึ่งสมัยก่อนเป็นเขตต้องห้ามที่ห้ามผู้ชายเข้าเด็ดขาด  มีสระน้ำขนาดใหญ่อยู่ตรงกลางสำหรับให้นางในเล่นน้ำคลายร้อน

 อย่างไรก็ดี อาขัต ข่าน มีวาสนาเสพย์สุขที่พระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ได้แค่ปีเศษๆ กองทัพรัสเซียก็ยาตราเข้ามายึดเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์โรมานอฟ ตัวสุลต่านเองต้องขนสมบัติหนีไปอัฟกานิสถานและสิ้นพระชนม์ที่นั่น นับจากนั้นอุซเบกิสถานก็ตกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเรื่อยมากว่าจะได้รับอิสรภาพเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง

 ถึงจะเป็นยามเย็นแต่แดดก็ยังจ้าอยู่ระหว่างที่พวกเราเดินไปชม สุเหร่าโปโลเฮาส์ หรือ "สุเหร่าแห่งทะเลสาบบาลา" หรือเลียบิเฮาส์ ซึ่งลูกกตัญญูนามว่าอับดุล ฟายุด ข่าน ผู้ปกครองอัชตาร์คานิดหรือจานิด บัญชาให้สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2255-2256 เพื่อรำลึกถึงบีบีคานุม พระมารดา รวมทั้งให้ถือเป็นสุเหร่าสำหรับเจ้าเมืองที่จะมาทำพิธีละหมาดที่นี่เพื่อจะได้ใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น

 จุดเด่นของโปโลเฮาส์ก็คือสร้างด้วยไม้ทั้งหลังซึ่งวิจิตรงดงามมาก มีเสาไม้ลวดลายงดงาม 20 เสาค้ำยันหลังคาอยู่ด้านหน้า นับเป็นตัวอย่างสุเหร่าสมัยกลางของเอเชียกลางโดยแท้ และแม้จะมีเสาค้ำแค่ 20 เสาแต่บางคนก็เรียกว่าสุเหร่า 40 เสา เพราะนับรวมเงาสะท้อนในสระน้ำเบื้องหน้าด้วย

 หลายคนได้ยกย่องสุเหร่าแห่งนี้ว่าเป็นหนึ่งในสุเหร่าที่สวยที่สุดในโลก น่าเสียดาย สมัยที่เป็นส่วนหนึ่งของโซเวียตนั้น รัสเซียได้แปลงเป็นสโมสรทหารจึงทำให้ทรุดโทรมลง

 ด้านหน้าของโปโลเฮาส์เป็น เลียบิเฮาส์ แปลว่า "รอบหรือริมสระน้ำ" ในภาษาทาจิก โดยเป็นสระโบราณใหญ่ที่สุดของบุคารา กว้าง 36 เมตร ยาว 45 เมตร มุขมนตรีเนดีร์ ดิวานเบกิ บัญชาให้สร้างขึ้นตั้งแต่พ.ศ.2163 พร้อมกับให้ปลูกต้นมัลเบอรี่ หรือต้นหม่อนรายรอบสระ ขณะนี้กลายเป็นไม้ใหญ่อายุกว่าพันปีแล้ว

 แต่เท่าที่เห็น ขณะนี้สระน้ำแห่งนี้สกปรกไม่ใช่น้อย เศษขยะเต็มไปหมด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะบริเวณนี้กลายเป็นที่พักผ่อน และที่ท่องเที่ยวที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในยามเย็นทั้งเด็กๆ หนุ่มสาวและผู้เฒ่าแก่ ซึ่งต่างมีกิจกรรมอยู่ในกลุ่มคนรุ่นเดียวกัน

 ด้านหน้าคนละฟากถนนเป็นป้อมพระราชวังเก่าของเจ้าเมืองเก่า ซึ่งเป็นเหมือนเมืองซ้อนเมืองอีกทีหนึ่ง แม้จะถูกเผาจนเหลือแค่ 1 ใน 3 แต่ก็บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่โอ่โถงในอดีต นับตั้งแต่กำแพงสูงใหญ่ ซึ่งจะไม่สร้างตรงๆ เหมือนที่เห็นในหนังกำลังภายใน แต่จะทำเป็นลอนใหญ่คล้ายลูกฟูกเป็นช่วงๆ ด้านหน้าเป็นห้องเแคบๆ มืดๆ สำหรับคุมขังนักโทษ ภายในซึ่งสร้างสูงหลายชั้นเป็นทั้งที่ว่าราชการของมุขมนตรีและเหล่าอำมาตย์ เป็นที่อยู่ของเจ้าเมือง อีกทั้งยังเป็นท้องพระคลัง ฯลฯ ความสูงตระหง่านของกำแพงป้อมนี้ทำให้สามารถเห็นเมืองบุคาราได้โดยรอบ

 ความที่เป็นเมืองเก่าทั่วทั้งเมืองอีกทั้งเป็นสนามรบสุดโหดมากว่า 2,500 ปี ทั่วทั้งเมืองจึงมีสุสานเก่าและใหม่เต็มไปหมด แม้กระทั่งหลังห้องพักในโรงแรม ก็เป็นสุสานเก่า เล่นเอาไม่กล้าเปิดประตูชมวิวด้านหลัง ต้องปิดม่านสนิทเวลานอนก็สวดชินบัญชรจนหลับ

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์