
แนะสกัดใช้'โซเซียลมีเดีย'ป้ายสีคู่ต่อสู้
วงฟอร์รัมเลือกตั้งผ่านโซเซียล มีเดีย สุทธชัย หยุ่น ชี้ เป็นเวทีกว้างของการหาเสียง แนะคนใช้สกัดกั้นคนที่ใช้โซเชียลเป็นเครืองมือใส่ร้ายป้ายสี เผย อยากเห็นพรรคการเมืองออนไลน์ ด้าน 2 พรรคการเมืองใหญ่รับ โซเซียลมีเดีย มีอิทธิพลต่อการเมือง
(28พ.ค.) ที่โรงแรมเกษร พลาซ่า ราชประสงค์ เครือเนชั่น ได้จัดเวที “Election Campaign and Social Media “ โดยนายสุทธิชัย หยุ่น บรรณธิการเครือเนชั่น กล่าวว่า เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกในไทยที่ใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งมีพื้นทีกว้างใหญ่กว่าจะประเมินได้ หากเทียบกับการเสียงในสื่อกระแสหลักเช่น นสพ. โทรทัศน์ หรือวิทยุ เพราะโซเซียลมีเดียสามารถเข้าถึงทุกคนได้ การหาเสียงการเมืองผ่านทางโซเชียลมีเดียเห็นได้จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ นายบารัค โอบามา หาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยผู้ที่ใช้อินเตอร์เน็ตจะได้รับข่าวสารจากโอบามาทุกวัน จากนั้นก็มีการเปิดตัวในยูทูป ต่อมาในหลายประเทศทีมีการเลือกตั้งก็ใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียง ล่าสุดก็ประเทศสิงคโปร์ เพราะการใช้โซเชียลมีเดียสามารถแจ้งข่าวสารที่สามารถเข้าถึงคนได้มากมาย
ซึ่งถือว่าได้ โซเชียลมีเดียมีความสำคัญต่อการเมืองในแง่ของการหาเสียงเพราะมีพื้นที่กว้างใหญ่ ในทางกลับกันก็มีบางคนบอกว่า เป็นเครื่องในการกล่าวหา ใส่ร้ายป้ายสีกันได้ง่าย แต่ตนก็ยังคิดต่าง เพราะเป็นจุดศูนย์กลางทำให้ได้คุยกัน และหากคนที่ใช้โซเซียลมีเดียเป็นเวทีในถกเถียงในประเด็นเป็นเวทีที่สร้างสรรค์ อิสระ มีเหตุผล ก็จะสามารถผลักดันให้ประเด็นนั้นมีความหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตามพวกเราที่ใช้ก็ต้องสกัดกั้นสิ่งที่ไม่ดีหรือสกัดกั้นการสร้างข่าวลือ หรือการกลั่นแกล้งกัน โดยยึดกติกา ส่งเสริมการมีจริยธรรม และมีความรับผิดชอบโดยที่ไม่ต้องรอกฎหมาย เพราะมีกฎหมายเท่ากับเป็นการควบคุม
“เมื่อถึงจุดหนึ่ง ผมอยากเห็นการตั้งพรรคการเมืองออนไลน์ กรรมการบริหารพรรค และสมาชิกประกอบไปด้วยคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งจะเป็นสิบๆ ล้านคน มีกิจกรรมผ่านทางโซเชียลมีเดีย มีการประชุม รับสมัครเลือกตั้ง และในอนาคตอาจจะมีการโหวตผ่านออนไลน์ “ นายสุทธชัย กล่าว
นายคณวัฒน์ วศินสังวร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีทีมงานเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดียในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยก่อนหน้านี้ก็มีการทวิตเตอร์ เฟสบุ๊ค ช่วงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยคนที่เล่นก็เป็น ส.ส.ของพรรคเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามตนเห็นว่า โลกโซเชียลมีเดียมีทั้งจริงและไม่จริง แต่ต้องยอมรับว่า เป็นกระแสที่มีอิทธิพลสูงมากในเรื่องของการเมือง ทำให้เกิดความตื่นตัวทางการเมือง อีกทั้งสถิติของคนที่ใช้เพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งพรรคการเมืองไม่สามารถมองข้ามเรื่องนี้ได้ แต่การใช้ก็ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะรัฐบาลอย่าใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องของรัฐฝ่ายเดียว และต้องไม่ปิดกั้นประชาชน เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะที่ผ่านมาใช้ใช้อำนาจในการปิดเว็ปไซต์ของประชาชนที่เป็นเวทีให้แสดงความคิดเห็น
นายคณวัฒน์ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคเพื่อไทย ยังใช้โซเชียลมีเดียน้อย และมีกิจกรรมไม่มากนัก และไม่ได้ทำมาร์เก็ตติ้งตรงนี้ ซึ่งทางพรรคไม่ต้องการใช้โซเชียลมีเดียในการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะมีผลบวกและลบอย่างรวดเร็ว และรุนแรง
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นผู้บริหาร ผู้สมัคร และส.ส. ส่วนหัวหน้าพรรคก็ใช้ เพราะโซเชียลมีเดียเป็นการสื่อสาร 2 ทาง สามารถโต้ตอบได้ ซึ่งพรรคเห็นว่า เป็นสื่อสำคัญในเรื่องการเมือง และตั้งใจให้เป็นสื่อกระแสหลักในการหาเสียงของพรรค เพราะต้องการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย 2 กลุ่ม คือ คนวัยรุ่นที่มีอายุ 18 ปี ใช้สิทธิเลือกตั้งครั้งแรก และกลุ่มวัยทำงาน ที่เบื่อหน่ายการเมือง โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้ไปใช้สิทธิน้อยมาก แต่ทั้ง 2 กลุ่มนี้ถือว่า สำคัญมาก เพราะส่วนใหญ่ใช้โซเชียลมีเดีย ดังนั้นการที่พรรคใช้โซเชียลมีเดียก็เพื่อสื่อสารนโยบายของพรรคให้เข้าถึงคนกลุ่มนี้ ซึ่งก็มีการตอบโต้และแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของพรรค ทั้งนี้ทางพรรคมีทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ คิดวางแผน เปิดช่องทางในการคุยกัน รวมทั้งวางยุทธศาสตร์ในการหาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ หากเห็นว่ามีวิธีการหาเสียงรูปแบบอื่นก็นำเสนอต่อผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อให้ตัดสินใจได้
ด้าน นายชลรัช จิตในธรรม ผู้ตรวจการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)กล่าวถึงการคิดค่าใช้จ่ายในการหาเสียงผ่านโซเชียลมีเดีย ว่า มีคำถามมากมากมายว่า สามารถใช้สื่อดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งกกต.ก็ตอบว่า ได้ เพราะข้อห้าม ข้อปฏิบัติ ในการหาเสียงในระเบียบของกกต.ข้อหนึ่งระบุว่า สามารถหาเสียงได้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องนำไปคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง โดยสิ่งใดที่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย พรรคการเมืองก็ต้องนำไปรวมด้วย นอกจากนี้พรรคการเมืองต้องระมัดระวังไม่หาเสียงหลังเวลา 18.00 น.ของวันที่ 2 ก.ค. เพราะกฎหมายห้ามไว้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคการเมืองได้มีสอบถามเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้ามโดยการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการใช้หลังเวลา 18.00 น. ทางกกต.จะมีวิธีการตรวจสอบอย่างไร ซึ่งนายชลรัช กล่าวว่า หากมีเรื่องร้องเรียนกกต.ก็ต้องเข้าตรวจสอบ แม้ว่าจะมีเป็น 1,000 เรื่องก็ต้องตรวจสอบโดยขอความร่วมมือไปให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมตรวจสอบกับกกต. อย่างไรก็ตามทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่มั่นใจในเรื่องดังกล่าว
ในขณะที่นายธวัธชัย เกิดประดับ นักการตลาดด้านโซเซียลมีเดีย ได้วิพากษ์วิจารณว่า พรรคการเมืองยังไม่เข้าใจการใช้โซเชียลมีเดียเพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นการยัดเยียดข่าวสารว่า วันนี้แต่ละพรรคจะมีกิจกรรมอะไรบ้าง อีกทั้งการตอบโต้ของหัวหน้าพรรคส่วนใหญ่ก็จะใช้ทีมงานในการตอบข้อซักถาม อย่างไรก็ตามก็ยังเห็นว่า เป็นเรื่องที่ดีที่พรรคการเมืองใหญ่ได้ใช้โซเซียลมีเดียเพื่อสื่อสารการเมือง ด้านนายปรเมศว์ มินศิริ อุปนายกฯผู้ดูแลเว็ปไซต์ในประเทศไทย ยอมรับว่า การใช้โซเชียลมีเดียมีมากขึ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์ทางการเมือง เป็นการใช้เพื่อแสดงความคิดเห็น และรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับบางเรื่อง ซึ่งถือว่าเพิ่มพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน



