
เจ้าท่าไฟเขียวขึ้นค่าเรือเมล์ระยะ1บาท
กรมเจ้าท่าสุดรั้ง ไฟเขียวผู้ประกอบการขึ้นค่าเรือโดยสารอีกระยะละ 1 บาท มีผล 20 มิ.ย.นี้ และให้ปรับหลักเกณฑ์เก็บเงินคนแก่จากฟรีเป็นครึ่งราคา ขณะที่รถขนส่ง-แท็กซี่ ผนึกจี้พลังงาน-ปตท.แก้ปัญหาเอ็นจีวีขาดแคลน ขีดเส้น 15 วันยังต้องต่อคิวเติมก๊าซ 8-12 ชั่วโมงต่อ
คณะกรรมการเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทางได้มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เพื่อพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการขอปรับขึ้นค่าเรือโดยสารทุกประเภท เนื่องจากต้นทุนประกอบการเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวนในขณะนี้
นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า ในฐานะประธานคณะกรรมการเปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นว่าต้นทุนของเอกชนเพิ่มขึ้นจริง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่สูงเกินกว่าเพดานที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารเมื่อราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่าลิตรละ 29 บาท ขณะที่กำไรของเอกชนลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 20% โดยมีกำไรประมาณ 10% เท่านั้น นอกจากนี้ท่าเรือข้ามฟากบางแห่งถึงกับขาดทุน เช่น ท่าเรือสาทร เพราะผู้โดยสารลดลงกว่า 60% จากการเปิดใช้รถไฟฟ้า จึงมีมติอนุมัติปรับขึ้นค่าเรือโดยสารทุกประเภท มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนนี้
"ที่ผ่านมาเอกชนขอปรับขึ้นค่าโดยสารตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 หรือกว่า 8 เดือนที่กรมตรึงราคาไว้ โดยอัตราค่าโดยสารใหม่คิดบนพื้นฐานราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 29-33 บาท หากในอนาคตราคาน้ำมันต่ำกว่าลิตรละ 29 บาท เอกชนต้องปรับลดค่าโดยสารระยะละ 1 บาททันที โดยปัจจุบันเรือด่วนเจ้าพระยามีผู้ใช้บริการเฉลี่ยวันละ 3.5 หมื่นเที่ยว ส่วนเรือคลองแสนแสบวันละ 3.7 หมื่นเที่ยว และปริมาณผู้โดยสารไม่เพิ่มขึ้น แต่มีแนวโน้มลดลง เพราะผู้โดยสารเลือกการเดินทางรูปแบบอื่นที่มีความสะดวกกว่าแทน" นายถวัลย์รัฐ กล่าว
ไฟเขียวขึ้นค่าเรือโดยสาร-ข้ามฟาก
การปรับขึ้นค่าเรือโดยสารครั้งนี้ เป็นดังนี้ 1.เรือด่วนเจ้าพระยา ปรับขึ้นระยะละ 1 บาท คือ เรือด่วนเจ้าพระยาธงธรรมดา อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็น 10, 12 และ 14 บาท จากเดิม 9, 11 และ 13 บาท ส่วนเรือธงส้ม อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็น 15 บาทตลอดสาย จากเดิม 14 บาทตลอดสาย ขณะที่เรือธงเหลือง อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็น 20 และ 29 บาทตลอดสาย จากเดิม 19 และ 28 บาท และเรือธงเขียว อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็น 13, 20 และ 32 บาท จากเดิม 12, 19 และ 31 บาท
2.เรือคลองแสนแสบ ปรับขึ้นระยะละ 1 บาทเช่นกัน โดยอัตราค่าโดยสารจะเพิ่มเป็นเที่ยวละ 10, 12, 14, 16, 18 และ 20 บาท จากเดิม 9, 11, 13, 15, 17 และ 19 บาท และ 3.เรือข้ามฟาก ปรับขึ้นเที่ยวละ 0.50 บาท โดยที่ประชุมอนุมัติให้ปรับ 3 ท่าก่อน คือ ท่าเรือสี่พระยา-คลองสาน และท่าเรือตากสิน-สาทร อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็นเที่ยวละ 3.50 บาท จากเดิม 3 บาท ส่วนท่าเรือพระสมุทรเจดีย์-วิบูลย์ศรี อัตราค่าโดยสารเพิ่มเป็น 4 บาท จากเดิม 3.50 บาท
ปรับหลักเกณฑ์เก็บเงินคนแก่-เด็ก
นอกจากนี้ ประธานคณะกรรมการกล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังอนุมัติปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การจัดเก็บค่าโดยสารสำหรับผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี โดยจะคิดค่าโดยสารครึ่งราคา จากเดิมที่ไม่เก็บค่าโดยสาร พร้อมปรับส่วนสูงของเด็กที่ไม่ต้องเสียค่าโดยสารเป็นสูงไม่เกิน 90 ซม. จากเดิมไม่เกิน 110 ซม. เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์เดียวกับการขนส่งรูปแบบอื่น เช่น รถไฟ และรถโดยสารประจำทาง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 พฤศจิกายนนี้ แต่ผู้พิการ พระภิกษุและสามเณร ยังใช้บริการฟรีเช่นเดิม
"อีก 8 ปีข้างหน้าเมื่อรถไฟฟ้าสายต่างๆ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ประชาชนจะไม่ใช้เรือด่วนเจ้าพระยา โดยเอกชนต้องปรับรูปแบบการให้บริการเป็นเรือท่องเที่ยว เรือด่วนจะเป็นเพียงสัญลักษณ์ว่าครั้งหนึ่งเคยให้บริการเท่านั้น" นายถวัลย์รัฐ กล่าว
ขีดเส้น15วันบี้รัฐแก้เอ็นจีวีขาด
ขณะที่ความไม่พร้อมในการให้บริการก๊าซเอ็นจีวีของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ทั้งในเรื่องสถานีจำหน่ายที่มีไม่เพียงพอ จำนวนก๊าซที่จะใช้ป้อนในภาคขนส่งมีน้อยกว่าความต้องการ ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องประสบปัญหาตามมา นำไปสู่การรวมตัวเพื่อกดันต่อภาครัฐอีกครั้ง
นายอภิชาต ไพรรุ่งเรือง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภาคอีสาน เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เกิดการขาดแคลนก๊าซเอ็นจีวีเป็นอย่างมาก ดังนั้นตัวแทนผู้ประกอบการภาคขนส่ง รถแท็กซี่ และรถบัสกว่า 30 คน จึงเข้าหารือกับกระทรวงพลังงานและปตท. โดยข้อสรุปที่ได้ผู้ประกอบการภาคขนส่งจะให้เวลา ปตท. และกระทรวงพลังงานแก้ไขปัญหาก๊าซเอ็นจีวีขาดแคลนและจัดหาก๊าซให้เพียงพอภายในเวลา 15 วัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ทางผู้ประกอบการจะนัดชุมนุมประท้วง โดยนำรถบรรทุกมาปิดล้อมปตท.และกระทรวงพลังงานย่านถนนวิภาวดีรังสิตประมาณ 30-40 คัน
"ปัจจุบันผู้ประกอบการรถขนส่งประสบปัญหาการเสียเวลาในการต่อคิวเติมก๊าซ 8-12 ชั่วโมงต่อคัน ก่อความเสียหายให้สินค้า โดยผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกสมาคมที่ต้องใช้ก๊าซมีทั้งสิ้น 1.2 แสนคัน แต่หากรวมทั้งประเทศประมาณ 7 แสนคัน เราได้แจ้งให้ ปตท.ทราบถึงปัญหาการขาดแคลนก๊าซเอ็นจีวีมาตั้งแต่เดือนเมษายน ที่ผ่านมา และปตท.รับปากจะจัดหาก๊าซให้อีก 150 ตัน หรือสามารถใช้เติมรถยนต์ได้ 400 คัน ภายในวันที่ 8 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ก็ทำไม่ได้ ทำให้ผู้ประกอบการต้องเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานเข้ามาดำเนินการ" นายอภิชาต กล่าว
แฉเล่ห์ปตท.จำกัดปริมาณก๊าซ
ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ผู้นี้ กล่าวอีกว่า ถ้าเทียบไตรมาสที่ผ่านมา มีรถใช้เอ็นจีวีเพิ่ม 30% ซึ่งปตท.ควรจะคำนวณได้ว่าต้องจัดหาก๊าซเท่าใดจึงจะเพียงพอ แต่ที่ผ่านมาประสบปัญหาก๊าซขาดแคลน เนื่องจาก ปตท.ต้องการให้ปรับขึ้นราคาจำหน่ายเอ็นจีวี เนื่องจากระบุว่าปัจจุบันขาดทุนอยู่ถึง 2 หมื่นล้านบาท เมื่อไม่สามารถขึ้นราคาได้จึงใช้วิธีจำกัดปริมาณการขนส่งก๊าซมายังปั๊ม ทั้งนี้ผู้ประกอบการเห็นว่า หากต้นทุนสูงจริง ปตท.สามารถขึ้นราคาได้ แต่ขอให้แสดงเหตุผลอย่างชัดเจนให้ประชาชนทราบ
อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมสรุปการแก้ปัญหาเบื้องต้นให้รอก๊าซเอ็นจีวีที่น้ำพองจะเข้าสู่ระบบอย่างเต็มกำลังการผลิตที่ 470 ตัน ซึ่งจะทำให้ภาคอีสานไม่ประสบปัญหาก๊าซขาด โดยจะเริ่มใช้ได้จริงประมาณวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ ดังนั้นหากในระยะเวลาดังกล่าวไม่มีก๊าซมาเพิ่มเติมจริง ผู้ประกอบการยืนยันจะประท้วงปิดล้อมกระทรวงพลังงานและปตท.อย่างแน่นอน และหากไม่เป็นผลจะปิดล้อมที่ จ.ระยอง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซอย่างแน่นอน
โยนรัฐบาลใหม่ชดเชยปตท.เพิ่ม
ทั้งนี้ มีการเสนอให้แยกการจำหน่ายก๊าซเอ็นจีวี ระหว่างรถบรรทุก และรถบ้าน โดยอาจให้รถบรรทุกเสียค่าก๊าซเอ็นจีวีที่แพงกว่ารถบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการเติม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถรับได้และจะไม่ไปปรับขึ้นราคาค่าขนส่ง เนื่องจากเป็นการชดเชยค่าเสียเวลาและทำให้ผู้ประกอบการสามารถวิ่งเที่ยวรถได้มากขึ้น แต่ขอให้ ปตท.แสดงความจริงใจจัดหาก๊าซให้เพียงพอก่อน และใช้แนวทางดังกล่าวเป็นการทดลองดำเนินการเบื้องต้น
ด้าน นายสุเทพ เหลี่ยมศิริเจริญ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุป 3 ข้อคือ 1.มอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานไปดำเนินการตรวจสอบว่าก๊าซเข้าที่สถานีแม่น้ำพองเป็นไปได้จริงตามกำหนดหรือไม่ 2.ให้ผู้ประกอบการเจรจากับ ปตท.ในการจ่ายค่าเอ็นจีวีที่สูงขึ้นกว่าปกติ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเติมก๊าซที่รวดเร็ว และ 3.กระทรวงพลังงานจะศึกษาเพิ่มพิจารณาการจ่ายค่าชดเชยก๊าซเอ็นจีวีให้ปตท.เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ชดเชยอยู่ 2 บาทต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ อยู่ที่การพิจารณาของรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป



