
ระวังเงินเฟ้อฉุดจีดีพีไทยและทั่วโลก!
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้ประเมินปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ แผ่นดินไหว และ สึนามิ ที่เกิดขึ้นใน ญี่ปุ่น ตลอดจนการจลาจลใน ตะวันออกกลาง รวมไปถึง อุทกภัย
ในภาคต่างๆ ของ “ไทย” ว่าจะกระทบต่อการขยายตัวของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) จึงได้ปรับประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลง 0.4% จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 4.5% เหลือ 4.1% ขณะที่ยังมีมุมมองในเชิงบวกว่าการเติบโตเศรษฐกิจของภูมิภาค “เอเชีย” ในภาพรวมในปีนี้ จะขยายตัวในอัตรา 7.8% และยังคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.8%
นอกจากนั้น ประเด็นร้อนที่ควรจับตามองเป็นอย่างยิ่งคือภาวะ “เงินเฟ้อ” ที่จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของ “จีดีพี” ของ “ไทย” รวมถึงประเทศทั่วโลก ดังจะเห็นได้จากการที่ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เป็นการใช้นโยบายรัดกุมคุมเข้ม “เงินเฟ้อ” ที่มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยที่จะปรับขึ้นเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะจะกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ “ยุโรป” ในภาพรวม
เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล มีบทวิเคราะห์ที่น่าสนใจในการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ว่าเป็นความพยายามรักษาสมดุล และเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากสำหรับ นายฌอง-คล้อด ทริเชต์ ประธานอีซีบี ซึ่งดูเหมือนจะเชื่อว่าการใช้นโยบายควบคุม “เงินเฟ้อ” ที่เข้มงวดอาจจะช่วยลดผลกระทบอันเกิดจากอัตรา “เงินเฟ้อ” ที่สูงขึ้น แต่ในอีกด้านของเหรียญประเทศกลุ่ม “ยูโรโซน” อีกหลายประเทศที่สภาพเศรษฐกิจยังมีความอ่อนไหวเป็นอย่างยิ่งต่ออัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นในครั้งนี้
ทั้งนี้ “อีซีบี” ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจาก 1% เป็น 1.25% ขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษยังมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์เพื่อดูแลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่อไป ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน อีกทั้งยังอัดฉีดเงินเข้าไปสู่ระบบโดยไม่หวั่นเกรงกับปัญหา “เงินเฟ้อ” ที่อาจตามมาเป็นมูลค่ามหาศาลถึง 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ
เช่นเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ยังเดินหน้าซื้อสินทรัพย์เพื่อกระตุ้นการเติบโตและคาดว่าจะไม่มีการขึ้นดอกเบี้ยจากระดับเกือบ 0% ไปอีกสักระยะหนึ่ง แต่หากจะว่ากันไปตามเนื้อผ้าแล้วความเสี่ยงของ “เงินเฟ้อ” ที่สูงขึ้นยังคงมีอยู่ต่อไป แม้ว่าจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยแล้วก็ตาม นอกจากนี้ นักวิเคราะห์เชื่อว่าน่าจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูงครับ
ปัจจุบันอัตราเฉลี่ยของ “เงินเฟ้อ” ทั่ว “ยูโรโซน” อยู่ที่ 2.6% เกินกว่าเป้าหมายที่ “อีซีบี” ตั้งไว้ที่ต่ำกว่า 2% และมีการคาดการณ์ว่าอัตรา “เงินเฟ้อ” น่าจะพุ่งขึ้นไปแตะที่ 3% ในช่วงฤดูร้อนของยุโรป สืบเนื่องจากผลพวงของราคาพลังงานและสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้น และมีการคาดว่าหลังจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้ก็น่าจะมีการปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับ 2% ช่วงปลายปี ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สเปน, โปรตุเกส, ไอร์แลนด์ และ กรีซ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีหนี้ของภาคเอกชนจำนวนมหาศาลที่การใช้หนี้มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น
นอกจากนั้น กว่า 90% ของการจำนองใน “สเปน” ผูกติดกับอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น ถ้าหาก “อีซีบี” เพิ่มดอกเบี้ย 0.75% ภายในปีนี้ตามที่คาดการณ์ไว้ ก็จะเป็นผลให้การชำระหนี้โดยเฉลี่ยของชาว “สเปน” เพิ่มขึ้นเกือบ 1,000 ยูโรต่อปี เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างการกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ย สเปน, กรีซ, ไอร์แลนด์ และโปรตุเกส ก็จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกรณีที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจของโลกในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อรู้เช่นนี้ก็ต้องเตรียมการรับมือกันไว้ให้ดีโดยไม่ประมาทครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



