
ความสุขของคนไทยอยู่หนใด
นับตั้งแต่ภูฏานได้เป็นต้นแบบการใช้ดัชนีวัดความสุขของประชาชนแทนดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วใช้กันมานาน ซึ่งมีแต่ยิ่งถมทับความทุกข์ของประชาชนในประเทศโลกที่สามหรือแม้กระทั่งในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นอังกฤษและฝรั่งเศสหรือในดินแดนที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างเช่นฮ่องกง แต่ผลการสำรวจกลับพบว่าประชาชนมีความสุขน้อยลง
เป็นเรื่องน่ายินดีที่องค์การระหว่างประเทศอย่างเช่นองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ได้ตระหนักถึงความสำคัญของดัชนี้ชี้วัดความสุขมากขึ้น ในวาระที่ครบรอบ 50 ปีของการก่อตั้งองค์กรนี้ โออีซีดีจึงได้ปฏิรูปดัชนีชี้วัดชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนใหม่ โดยหันมาเดินตามรอยภูฏาน นำดัชนีวัดความสุขมาวัดความพึงพอใจในชีวิตของประชาชนรวมไปถึงการสร้างความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว เพื่อประเมินความคิดของประชาชนว่าให้ความสำคัญกับอะไรมากที่สุด โออีซีดีจะได้นำไปพัฒนาเป็นเครื่องมือในการกำหนดนโยบายที่ดีขึ้นในอนาคต
ดัชนีชี้วัดความสุขที่โออีซีดีเตรียมนำมาประเมินความพึงพอใจของประชาชนใน 34 ประเทศภาคีสมาชิก นอกเหนือจากอาจจะนำไปปรับใช้กับประเทศอื่นๆ รวมทั้งตลาดเกิดใหม่ เช่น บราซิล มีเกณฑ์ครอบคลุม 11 เรื่องด้วยกันตั้งแต่ที่พักอาศัย รายได้ การจ้างงาน ความสัมพันธ์ทางสังคม การศึกษา สภาพแวดล้อม การบริหารงานสถาบัน สุขภาพ ความพึงพอใจทั่วไป ความมั่นคงปลอดภัย และความสมดุลระหว่างงานกับครอบครัว
ย่างก้าวใหม่ของโออีซีดีนี้น่าจะเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับประเทศไทยซึ่งประชาชนเดิมเคยมีความสุขแต่กลับทำลายความสุขนั้น เพียงเพราะไม่ยอมรับในความเห็นต่าง การทุจริตคอรัปชั่นที่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ช่องว่างระหว่างชนบทกับเมือง ฯลฯ ที่สำคัญก็คือการไม่สำเหนียกถึงความสำคัญของเศรษฐกิจพอเพียงว่าจะชักนำความสุขมาให้เฉกเดียวกับชาวภูฏาน
ตรงกันข้ามกลับสำคัญผิดเหมือนเช่นชาวฮ่องกงซึ่งให้ความสำคัญกับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ จนทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งทะยานขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้นที่อยู่ในภาวะกระทิงโดยมีมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัว ขณะที่อัตราการว่างงานมีแต่ลดลงจนอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความสุขของชาวฮ่องกงกลับลดลงเหลือแค่ 69 เปอร์เซ็นต์เทียบกับ 84 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 2 ปีก่อนหน้า
เราเชื่อว่าหนทางหนึ่งที่จะนำความสุขกลับคืนมาก็คือจะต้องก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมืองให้ได้ นอกเหนือจากร่วมกันสร้างความสมดุลให้ชีวิตระหว่าง "อยู่ดี-ยั่งยืน-ทั่วถึง" ดังที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความเห็นไว้เกี่ยวกับทางรอดของประเทศไทย



