
วิ่งไล่เงา
มาตรการป้องกันเหตุรุนแรงช่วงเลือกตั้งจะว่าไปก็เหมือนกับการวิ่งไล่คว้าเงาตัวเอง !?!
รู้ทั้งรู้ว่ามีอยู่และรู้ทั้งรู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่ทำอย่างไรก็วิ่งไล่ตามไม่ทันสักที
นักการเมือง หัวคะแนน และแม้แต่ตำรวจเองต่างก็รู้ดีว่า วินาทีนับจากนี้จะมีการไล่เก็บกวาดศัตรูคู่แข่งขันทางการเมือง
แต่ไม่เคยป้องกันได้สักที
สามฝ่ายข้างต้นตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ของบรรดาซุ้มมือปืน ส่วนใหญ่ล้วนคนใกล้ตัวและต่างมีสายสัมพันธ์ชนิดแยกกันไม่ออก
และยิ่งรู้ดีมากขึ้นไปอีกว่าตัวเองตกอยู่ในข่ายปองร้ายหมายชีวิตหรือไม่ ?
อย่างที่บอกเพราะมันเป็นเรื่องของวงใน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือลงมือก่อน
ชาวบ้านร้านตลาดอาจจะพานนึกไปว่า มือปืนต้องหน้าตาเหี้ยมเกรียม ไว้หนวดเคราดกรกรุกรัง สวมแว่นตาดำ มาดยียวนกวนประสาทเหมือนในละคร ชนิดเห็นหน้าก็รู้นิสัย
แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ หลายครั้งที่พบว่าในท้ายที่สุดแล้ว มือปืนหน้าตาหล่อเหลาเอาการ สะอาดสะอ้าน บางครั้งถึงขั้นสุภาพอ่อนน้อม
ที่สำคัญเป็นคนที่คอยเดินตามหลังนักการเมืองนั่นเอง !?!
การดำรงอยู่เช่นนี้บางทีก็ช่วยเอื้อ ทั้งเป็นที่หลบภัย กบดาน และบารมีที่คุ้มหัว ส่งผลต่อความเคารพยำเกรงของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
หลายคดีที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมเอื้อมไปไม่ถึงบรรดามือปืนเหล่านี้ เพียงเพราะพยานหลักฐานจำกัด
ประกอบกับจุดที่ยืนอยู่ของมือปืนมั่นคง ด้วยอิทธิพลบารมีของคนข้างกาย
ไม่เฉพาะนักการเมือง แม้แต่ซุ้มมือปืนในคราบเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ด้วย
ไม่ต้องแปลกใจ หากวันใดมีคดีฆาตกรรมล้างบางนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามแล้วตำรวจจะตามจับมือปืนไม่ได้
แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเมื่อไรที่ตำรวจเข้าใกล้เข้าความจริงทุกขณะ แล้วจู่ๆ เรื่องก็กลับหายเข้ากลีบเมฆ
เพราะนั่นเป็นเหมือนสัญญาณบ่งชี้ว่า ถึงเวลาเล่นกับเงาอีกคำรบหนึ่งแล้ว
ส่วนไอ้ที่จับได้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกิ๊กก๊อกนอกแถว ไม่เคยสาวไปถึงตัวบงการใหญ่ได้เลย
จาก "ประชา ประสพดี" ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย สมุทรปราการ จนถึง "วิโรจน์ ดำสนิท" นายก อบต.โผงเผง จะไม่ใช่เหยื่อความรุนแรงแค่ 2 รายสุดท้าย
ตราบใดที่ปี่กลองการเมืองยังคงดังกระหึ่ม นาฏกรรมการเล่นเงาจะยังคงโลดแล่นอยู่ต่อไป ?!!
อนลัส
[email protected]



