ข่าว

วิ่งไล่เงา

วิ่งไล่เงา

27 พ.ค. 2554

มาตรการป้องกันเหตุรุนแรงช่วงเลือกตั้งจะว่าไปก็เหมือนกับการวิ่งไล่คว้าเงาตัวเอง !?!

 รู้ทั้งรู้ว่ามีอยู่และรู้ทั้งรู้ว่าอยู่ตรงไหน แต่ทำอย่างไรก็วิ่งไล่ตามไม่ทันสักที

 นักการเมือง หัวคะแนน และแม้แต่ตำรวจเองต่างก็รู้ดีว่า วินาทีนับจากนี้จะมีการไล่เก็บกวาดศัตรูคู่แข่งขันทางการเมือง

 แต่ไม่เคยป้องกันได้สักที

 สามฝ่ายข้างต้นตระหนักดีถึงข้อเท็จจริงที่ซ่อนเร้นอยู่ของบรรดาซุ้มมือปืน ส่วนใหญ่ล้วนคนใกล้ตัวและต่างมีสายสัมพันธ์ชนิดแยกกันไม่ออก

 และยิ่งรู้ดีมากขึ้นไปอีกว่าตัวเองตกอยู่ในข่ายปองร้ายหมายชีวิตหรือไม่ ?

 อย่างที่บอกเพราะมันเป็นเรื่องของวงใน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหรือลงมือก่อน

 ชาวบ้านร้านตลาดอาจจะพานนึกไปว่า มือปืนต้องหน้าตาเหี้ยมเกรียม ไว้หนวดเคราดกรกรุกรัง สวมแว่นตาดำ มาดยียวนกวนประสาทเหมือนในละคร ชนิดเห็นหน้าก็รู้นิสัย

 แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ หลายครั้งที่พบว่าในท้ายที่สุดแล้ว มือปืนหน้าตาหล่อเหลาเอาการ สะอาดสะอ้าน บางครั้งถึงขั้นสุภาพอ่อนน้อม 

 ที่สำคัญเป็นคนที่คอยเดินตามหลังนักการเมืองนั่นเอง !?!

 การดำรงอยู่เช่นนี้บางทีก็ช่วยเอื้อ ทั้งเป็นที่หลบภัย กบดาน และบารมีที่คุ้มหัว ส่งผลต่อความเคารพยำเกรงของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

 หลายคดีที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างชี้ให้เห็นว่า กระบวนการยุติธรรมเอื้อมไปไม่ถึงบรรดามือปืนเหล่านี้ เพียงเพราะพยานหลักฐานจำกัด

 ประกอบกับจุดที่ยืนอยู่ของมือปืนมั่นคง ด้วยอิทธิพลบารมีของคนข้างกาย

 ไม่เฉพาะนักการเมือง แม้แต่ซุ้มมือปืนในคราบเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ด้วย

 ไม่ต้องแปลกใจ หากวันใดมีคดีฆาตกรรมล้างบางนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามแล้วตำรวจจะตามจับมือปืนไม่ได้

แต่สิ่งที่ควรใส่ใจคือเมื่อไรที่ตำรวจเข้าใกล้เข้าความจริงทุกขณะ แล้วจู่ๆ เรื่องก็กลับหายเข้ากลีบเมฆ

 เพราะนั่นเป็นเหมือนสัญญาณบ่งชี้ว่า ถึงเวลาเล่นกับเงาอีกคำรบหนึ่งแล้ว

 ส่วนไอ้ที่จับได้ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกิ๊กก๊อกนอกแถว ไม่เคยสาวไปถึงตัวบงการใหญ่ได้เลย

 จาก "ประชา ประสพดี" ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย สมุทรปราการ จนถึง "วิโรจน์ ดำสนิท" นายก อบต.โผงเผง จะไม่ใช่เหยื่อความรุนแรงแค่ 2 รายสุดท้าย

 ตราบใดที่ปี่กลองการเมืองยังคงดังกระหึ่ม นาฏกรรมการเล่นเงาจะยังคงโลดแล่นอยู่ต่อไป ?!!

อนลัส
[email protected]