ข่าว

 สิทธิที่ถูกละเมิด

สิทธิที่ถูกละเมิด

26 พ.ค. 2554

ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศไทยถีบตัวสูงขึ้นทุกปี ทำให้เมื่อถึงเวลาที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ จัดรายการลดแลกแจกแถมกันขึ้นมาแต่ละครั้ง การจราจรในย่านดังกล่าวก็กลายเป็นการจลาจลขึ้นมาเอาดื้อๆ

 จากสาเหตุดังกล่าวจึงทำให้บรรดาห้างสรรพสินค้า นำเอาขีดความสามารถในการรองรับปริมาณรถยนต์ของลูกค้า มาเป็นการสร้างจุดขายเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง เกือบทุกแห่งจะประกาศสรรพคุณว่า ห้างของตนเองสามารถรองรับรถยนต์ของลูกค้าได้คราวละกี่ร้อยกี่พันคัน บางแห่งถึงขนาดเกทับคู่แข่งว่าสถานที่จอดรถของตนเองนั้น มีร่มเงาจากหลังคาให้รถของลูกค้าได้อาศัยหลบแสงแดด ต่างไปจากของคู่แข่งที่ทิ้งให้รถของลูกค้าจอดตากแดดตากฝน

 ช่วงเวลาย้อนหลังไปสักสิบปีเศษๆ ที่ผ่านมา ทุกห้างสรรพสินค้ามีการออกใบรับให้แก่ลูกค้า ที่นำรถไปจอดยังสถานที่จอดรถซึ่งห้างจัดไว้ให้ แต่เมื่อเกิดปัญหาการโจรกรรมรถของลูกค้าไปจากลานจอดรถ หรือมีการทุบกระจกเพื่อโจรกรรมสิ่งของภายในรถของลูกค้า ห้างหลายแห่งโดยเฉพาะห้างที่เป็นทุนต่างชาติ ก็ใช้วิธีการแก้ปัญหาแบบปัดสวะให้พ้นตัว ด้วยการไม่แจกบัตรจอดรถเพื่อแสดงให้เห็นว่า ห้างไม่ได้เกี่ยวข้องกับรถยนต์ที่นำมาจอดแต่อย่างใด 

 แทนที่จะจัดเจ้าหน้าที่และหามาตรการเพิ่มขึ้น เพื่อดูแลป้องกันรถและทรัพย์สินภายในรถของลูกค้า แต่เพราะเห็นว่าเป็นการสร้างภาระและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น แทนที่จะคิดว่ารถยนต์ของลูกค้าทุกคันที่เข้ามาใช้บริการ คือผู้ที่สร้างรายรับรายได้ให้แก่ห้างทั้งสิ้น จึงทำการแบบแล้งน้ำใจต่อความสูญเสียของลูกค้า ทั้งที่เกิดขึ้นในขณะที่ลูกค้ามาจับจ่ายใช้สอย เพื่อสร้างผลกำไรในพื้นที่ของตนเองทั้งสิ้น

 ส่วนห้างที่ยังให้บริการแจกบัตรรับผิดชอบดูแลรถของลูกค้าที่มาใช้บริการ ก็เริ่มเอาพื้นที่จอดรถไปใช้หาเงินโดยรับผิดชอบต่อลูกค้าโดยรวมน้อยลง   เช่นมีการกันพื้นที่เอาไว้สำหรับลูกค้าพิเศษที่ใช้บัตรเครดิตธนาคารต่างๆ หรือเป็นพื้นที่สำหรับลูกค้าที่ใช้เครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ของระบบนั้นๆ โดยเฉพาะ

 หรือแม้แต่กันพื้นที่เอาไว้สำหรับลูกค้า ที่ใช้บริการให้พนักงานของห้างนำรถไปจอดให้เท่านั้น โดยมิได้คำนึงถึงจิตใจของลูกค้าทั่วไป ที่ทุกคนต่างก็นำเงินมาจับจ่ายในห้างด้วยกันทั้งสิ้น อีกทั้งพื้นที่ซึ่งกันเอาไว้เฉพาะเหล่านั้น ก็ไม่ได้เพียงพอสำหรับลูกค้าในกรณีดังกล่าวอย่างจริงจัง

 ซึ่งการกันพื้นที่ไว้เพื่อการต่างๆ ที่กล่าวมานั้น หากจะมองกันในอีกแง่มุมหนึ่งก็คือการแบ่งแยกชนชั้นลูกค้าของตนเองอย่างเด่นชัด ไม่ต่างอะไรไปจากห้างที่ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อทรัพย์สินของลูกค้า ด้วยการไม่ดูแลเท่าที่ควรจะทำได้ ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่รับผิดชอบต่อสังคมน้อยเกินกว่าความเป็นผู้ค้าที่ดี ทั้งที่แต่ละห้างต่างมีการป่าวร้องว่าได้ทำการต่างๆ เพื่อสังคม ด้วยเงินจำนวนมากมหาศาลในแต่ละปี แต่ความรับผิดชอบต่อลูกค้าโดยตรงกับน้อยลง

 ทั้งนี้ หากนับรวมเข้ากับการที่ห้างสรรพสินค้าต่างๆ เอาพื้นที่สำหรับการเป็นทางเดินในอาคารตามกฎหมาย ไปแบ่งให้ผู้เช่าพื้นที่รายย่อยมาทำการค้า   โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ที่ผู้ไปใช้บริการต้องหนีออกจากพื้นที่แล้ว ก็ต้องถือว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคที่เข้าไปใช้บริการในห้างต่างๆ ได้ถูกละเมิดโดยไม่มีหน่วยงานของรัฐเข้ามากำกับดูแลแม้แต่น้อย  

 ทั้งที่พื้นที่ทางเดินซึ่งมีกำหนดขนาดความกว้าง และตำแหน่งของป้ายบอกทางหนีไฟเอาไว้ แต่หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับเช่น กรุงเทพมหานคร กลับไม่เคยเห็นความผิดปรกติที่ผู้บริโภคโดนละเมิดสิทธิในเรื่องนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือเราๆ ท่านๆ จะต้องโดนละเมิดสิทธิกันอีกต่อไปตราบนานเท่านานครับ

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ