ข่าว

ดักซุ่มยิงทหารจ.ยะลาขณะรปภ.ครูดับ1

ดักซุ่มยิงทหารจ.ยะลาขณะรปภ.ครูดับ1

25 พ.ค. 2554

คนร้ายซุ่มยิงทหารเสียชีวิต 1 นาย ขณะเดินเท้าตระเวน รปภ.ครู ที่อ.กรงปินัง อีกรายยิง“น้องชายนายสะอูดี”ผู้ต้องสงสัยบึ้มพระ 2 ศพ ดับอีก 1 ในบ้านพัก

(25พ.ค.) เวลา 07.40 น. ศูนย์วิทยุสภ.กรงปินัง จ.ยะลา ได้รับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ทหาร ที่บนถนนหมู่ 1 บ.บาโงยือรา ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา มีทหารเสียชีวิต จึงแจ้ง พ.ต.ท.มนตรี คงวัดใหม่ พนักงานสอบสวน สภ.กรงปินัง พร้อมประสานเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที

 เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุริมถนนตรงข้ามมัสยิดยาแมะบาโงยยือไร เจ้าหน้าที่พบศพของทหาร นอนเสียชีวิตอยู่ 1 นาย ทราบชื่อพลทหารชูชาติ แก้ววงษ์หิว อายุ 21 ปี ทหารสังกัด ร้อย ร 4033 ฉก.ยะลา 13 ซึ่งเป็นทหารหน่วยพัฒนาสันติที่ 13-1 นอนเสียชีวิตอยู่สภาพถูกยิงเข้าที่ศีรษะและลำตัว จึงให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยกู้ภัยนำศพส่งไปยังโรงพยาบาลศูนย์ยะลา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบบริเวณด้านหลังของมัสยิด เจ้าหน้าที่พบปลอกกระสุนปืนเอ็ม 16 ตกอยู่มากกว่า 30 ปลอก จึงได้เก็บรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน 

 จากการสอบสวนทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ในขณะที่พลทหารชูชาติ แก้ววงษ์หิว พร้อมพวกจำนวน 12 นาย โดยมี ส.อ.นภดล ลงทอง หัวหน้าชุด   เดินเท้าออกจากฐานปฎิบัติการที่สามแยกบ้านบาโงยยือไร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 300 เมตร ปฎิบัติภารกิจดูแลรักษาความปลอดภัยให้คณะครู และประชาชนในพื้นที่ เมื่อเดินมาถึงจุดเกิดเหตุ พลทหารชูชาติ ซึ่งเดินนำหน้าห่างจากทหารนายที่สองประมาณ 20 เมตร คนร้ายซึ่งซุ่มอยู่บนมัสยิดคาดว่าไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงใส่ทันที โดยทหารที่อยู่ด้านหลังได้วิ่งเข้ามายิงต่อสู้คนร้ายจนเกิดการยิงปะทะประมาณ 5 นาที ก่อนคนร้ายจะหลบหนีไปพบพลทหารชูชาติ ถูกยิงเสียชีวิตดังกล่าว   เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เชื่อเป็นฝีมือของกลุ่มคนร้าย ที่ต้องการสร้างสถานการณ์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.30 น.คืนที่ผ่านมา(24พ.ค.) ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์ประสานงานเหตุฉุกเฉินแห่งชาติจังหวัดยะลา ว่า คนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิงนายมูฮัมหมัดกูไซ สตาปอ อายุ  25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 บ้านปูและหมู่ที่ 6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา กระสุนปืนถูกศีรษะ 2 นัดเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

 เหตุเกิดในขณะที่นายมูฮัมหมัดกูไซ กำลังเดินลงจากบ้านไม่มีเลขที่ บ้านปูแล ม.1 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา ซึ่งเป็นบ้านภรรยา ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนลูกซองยิงจนเสียชีวิต  

 ทั้งนี้สำหรับนายมูฮัดหมัดกูไซ สตาปอ ผู้ตาย เป็นน้องชาย ของนายสะอูดี สตาปอ อายุ  33  ปี    โดยนายสะอูดี มีหมายจับในคดีความมั่นคงจำนวนหลายหมาย เป็นแกนนำระดับสั่งการในพื้นที่ ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา   ซึ่งล่าสุดนายสะอูดี สตาปอ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยก่อเหตุลอบวางระเบิดรถยนต์กระบะ ทำให้พระสงฆ์มรณภาพ 2 รูป เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผบ.ฉก.ยะลาเผยเหตุยิง-บึ้ม2ครั้งฝีมือแนวร่วมตอบโต้รัฐ

 พล.ต.ปรีชา จันทร์โอชา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา (ผบ.ฉก.ยะลา) เปิดเผยว่า  พฤติกรรมการลอบทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจ 13 ยะลาถึง 2 ครั้งซ้อนในช่วงเวลาห่างกันไม่ถึง 4 ชั่วโมง โดยจุดแรกคนร้ายกราดยิงเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนที่บนถนนหมู่ 1 บ.บาโงยือรา   ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา  บริเวณหน้ามัสยิดบ้านบาโงยยือรา ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิต 1 ราย ส่วนจุดที่สองคนร้ายเลือกใช้วิธีการระเบิดเส้นทางขณะที่เจ้าหน้าที่ใช้รถยนต์ฮัมวี่ลาดตระเวนเส้นทางบนถนนในหมู่บ้านหมู่ 6 บ.ตะโล๊ะสะโตร์ ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 6 ราย ทั้งหมดเป็นความพยายามของกลุ่มคนร้ายที่ต้องการตอบโต้เจ้าหน้าที่ในระดับพื้นที่ หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้รุกหนักทั้งทางยุทธการและงานมวลชนจนทำให้กลุ่มแนวร่วมสูญเสียแกนนำคนสำคัญ

 "ความพยายามก่อเหตุในช่วงนี้เป็นยุทธวิธีการตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐหลังจากที่เสียแกนนำคนสำคัญซึ่งมีผลต่อจิตวิทยาของกลุ่มแนวร่วม ประกอบหน่วยงานรัฐพยายามเข้าไปสร้างงานมวลชนในระดับพื้นที่ทั้งการสร้างอาชีพ การส่งเสริมรายได้ ตลอดจนการศึกษา จนทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี ทำให้กลุ่มแนวร่วมต้องหาวิธีการข่มขวัญประชาชนโดยการก่อเหตุให้รุนแรงและถี่ครั้งมากขึ้นเพื่อโหมกระแสความรุนแรงในดูน่าหวั่นวิตก" พล.ต.ปรีชา กล่าว

 ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลา  กล่าวอีกว่า สำหรับการดูแลความปลอดภัยงานสมโภชหลักเมือง และงานกาชาดจังหวัดยะลา ประจำปี 2554 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม - 4 มิถุนายน 2554 รวม 11 วัน 11 คืน ได้มีการสนธิกำลังและความร่วมมือเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายเพื่อแบ่งภารกิจรับผิดชอบที่ชัดเจนเพื่อให้การดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวและประชาชนได้รับความปลอดภัยสูงสุด โดยมีการกำหนดพื้นที่การดูแลความปลอดภัยไว้ 3 ระดับ คือ พื้นที่รอบนอกจะเป็นภารกิจหลักของเจ้าหน้าที่ทหารเพื่อเกาะติดกลุ่มแนวร่วมและจำกัดพื้นที่การเคลื่อนไหวในส่วนต่างๆ ส่วนระดับที่สองเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่คอยดูแลพื้นที่รอยต่อบริเวณรอบนอกและพื้นที่เขตชุมชนเมืองโดยการตั้งด่านตรวจในการตรวจสอบและเอกซเรย์พื้นที่และเส้นทาง ส่วนระดับที่สามจะเน้นการร่วมมือกันทุกฝ่ายโดยเฉพาะกองกำลังภาคประชาชนทั้งอส.,ชรบ.,อรบ.ตลอดจนเครือข่ายวิทยุเครื่องแดงหรือเครือข่ายภาคประชาชนในการร่วมกันดูแลพื้นที่เขตเมืองและเขตบริเวณการจัดงาน

 ผกก.ตากใบพร้อมลุยงานมวลชนสัมพันธ์

 พ.ต.อ.นิตินัย หลังยาหน่าย รักษาการ ผกก.สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส สั่งการให้เร่งรัดติดตามกลุ่มผู้ก่อเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะเข้าไปปฏิบัติงานด้านมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่บ้านเกาะยาว หมู่ 2 ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จนเป็นเหตุให้มีตำรวจเสียชีวิต2นายและบาดเจ็บสาหัส1นาย หลังพบเบาะแสว่าเป็นสมุนของนายอับดุลเลาะห์ ตะปีนาราฮา ผู้ต้องหาวางระเบิดลานจอดรถภายในที่ว่าการ อ.เมืองนราธิวาส เมื่อปี 2552 ซึ่งนายอับดุลเลาะห์ถูกเจ้าของปั้มน้ำมันที่ อ.ตากใบ ยิงเสียชีวิตขณะบุกเข้าปล้นปั้มน้ำมัน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. 54 ที่ผ่านมา และจุดเกิดเหตุลอบวางระเบิดในครั้งนี้ก็อยู่ตรงข้ามกับบ้านพักของนายอับดุลเลาะห์ด้วย

 พ.ต.อ.นิตินัย เปิดเผยว่า  ครั้งนี้เป็นการก่อเหตุที่เลวร้ายมาก เพราะผู้เสียชีวิตทั้ง2นายเป็นคนดีที่แม้จะรับผิดชอบงานด้านธุรการแต่ก็มีจิตอาสาในการเข้ามาทำงานด้านมวลชนสัมพันธ์ที่ต้องลงพื้นที่ไปพบปะเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องรวมถึงการเข้าไปดูแลและช่วยเหลือในด้านต่างๆแก่ประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าวต้องยอมรับว่าทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใต้บังคับบัญชาเสียขวัญ แต่ทุกคนก็ยังยืนยันว่าพร้อมจะเดินหน้าในการปฏิบัติงานด้านมวลชนสัมพันธ์เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของเพื่อนตำรวจผู้กล้าทั้ง2นายที่พลีชีพด้วยอุดมการณ์ที่ดีที่มีต่อประชาชนในพื้นที่และหวังว่าการปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทและเสียสละของตนเองจะทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกัน

 อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรตากใบต่างคาดหวังว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเพื่อนตำรวจทั้ง 2 นายในครั้งนี้ จะไม่สูญเปล่า เพราะทำให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แม้ต้องเสี่ยงกับสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่ก็ยังยืนหยัดที่จะปฏิบัติงานในพื้นที่เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนมาด้วยอุดมการณ์ที่ไม่แตกต่างกัน