
เหงาในจิตใจง่อยในปัญญา,ในกับดักความขัดแย้ง
นักการเมืองเขาท้าทายให้ ดีเบต กัน คนไทยจะได้ฟังหรือรับชมการ ประชันวิสัยทัศน์ สดๆ ของผู้อาสามาปกครองประเทศหรือไม่ยังต้องคอยดูกันต่อไป แต่ที่น่าแปลกใจคือสังคมไทยไม่มีการ ดีเบต ในประเด็นการเลือกตั้งและอนาคตทางการเมืองของประเทศชาติอย่างที่ควรจะเป็นเลยแ
ที่ผมว่าขาดนั้นไม่ใช่วิวาทะและการประชดประชันเสียดสีระหว่างคนในสังคมภาคส่วนต่างๆ แต่ที่ขาดคือการ “ดีเบต” กันอย่างเปิดเผย ไม่ปกปิดซ่อนเร้น ไม่ถือสีถือค่าย และไม่หลบหลีกประเด็นที่สำคัญของบ้านเมืองจริงๆ
พูดง่ายๆ คือผมมีคำถามว่า “ปัญญาชนแห่งสยาม” ทำไมจึงเงียบงันนัก? ไฉนเราไม่เห็นและได้ยินการถกแถลงเนื้อหาสาระแห่งปัญหาบ้านเมืองด้วยข้อมูลและเหตุและผลนอกกรอบของ “อภิสิทธิ์-ทักษิณ” อย่างเป็นกิจจะลักษณะ?
ไฉนเราไม่มี “informed debate” ในสังคมที่จะกำหนดให้นักการเมืองต้องตามประชาชน แทนที่ประชาชนจะถูกลากถูไปตามวาระของเขา?
นักวิชาการส่วนใหญ่ที่ออกมาแสดงความเห็นมักจะต้อง “พูดในสิ่งที่สังคมอยากให้พูด” มากกว่าที่จะ “พูดในสิ่งที่ควรจะพูด”
นั่นแปลว่าเราจะได้ยินเฉพาะความเห็นที่ต้องอยู่ข้างนั้นหรือข้างนี้...เพราะคนพูดไม่ต้องการถูกด่า หรือถ้าจะถูกด่าก็ต้องให้แน่ใจว่าจะต้องมีฝ่ายที่เห็นว่าตนอยู่ข้างนั้น...เพื่ออย่างน้อยก็จะได้คำชมจากฝ่ายหนึ่ง
ความกล้าหาญทางปัญญาที่พร้อมจะพูดให้ทั้งสองฝ่ายที่กำลังฟาดฟันกันอยู่ไม่พอใจนั้นหดหายไปมากโข เพราะในแวดวงของนักคิดนักวิจารณ์นั้นถือว่า “เอาตัวรอด” ไว้ก่อนย่อมจะปลอดภัย หรือไม่ก็กระโจนสังกัดค่ายการเมืองไปเลย ก็จะ “เกิดประโยชน์แก่ตน” มากกว่าการยืนหยัดเพื่อหลักการแห่งอิสรชน
มี “ปัญญาชน” อีกไม่น้อยที่ไม่กลัวที่จะพูดและแสดงความเห็นที่แย้งกับทั้งฝ่ายนั้นและฝ่ายนี้และยังมีจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ แต่ก็มีความ “รำคาญ” ต่อบรรยากาศของการหมกมุ่นอยู่กับเพียงแค่สองฝักสองฝ่าย และสังคมตกอยู่ใน “กับดัก” ของความขัดแย้งที่คนจำนวนไม่น้อยคิดว่าคำว่า “สติปัญญา” หมายถึงการต้องเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่งเท่านั้น
เราจึงเห็นความเงียบงันของ “ปัญญาชนสยาม” ที่เบื่อหน่ายท้อแท้และรำคาญกับความเป็นไปในสังคมวันนี้ เขาเหล่านี้ไม่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของความตื้นเขินแห่งการถกเถียงที่หลีกหนีไม่พ้นเรื่อง “แดง-เหลือง” หรือ “ทักษิณ-อภิสิทธิ์” เราจึงเห็นคนหน้าเดิมๆ ให้สัมภาษณ์สื่อ และสื่อก็จะสัมภาษณ์คนหน้าเดิมๆ เพราะสะดวกที่จะทำงานแบบบดิมๆ ที่ไม่ต้องใช้ความคิดความริเริ่มอะไรมากมายนัก
และถ้าหากสังคมก็คาดหวังการแสดงความเห็นอย่างเดิมๆ ไม่จำเป็นต้องมีอะไรใหม่ไปกว่าที่เป็นอยู่ ก็จะต้องรับรู้ข่าวสารและความเห็นแบบเดิมๆ ต่อไป ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วทางออกของประเทศไทยจะต้องข้ามพ้นการดิ้นรนต่อสู้ของ “นักเลือกตั้ง” ที่มีเป้าหมายแค่เพียงการชนะการเลือกตั้งเพื่อจะมีอำนาจทางการเมืองเพื่อปกครองประเทศเพื่อมีอำนาจต่อรองเหนืออีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
ลึกๆ แล้วคนไทยจึง “เหงาในจิตใจ” และ “ง่อยในปัญญา” เพราะมีความรู้สึกตีบตัน หาทางออกไม่ได้ ที่หวังพึ่งการแสวงหาทางออกจากคนที่นัยว่ามีความรู้และปัญญาก็หวังไม่ค่อยจะได้ เพราะต่างคนต่างเลือกที่จะยืนอยู่ในที่ที่ “ปลอดภัย” สำหรับตัวเองไว้ก่อน ผมแอบได้ยินเสียงเพรียกหาของคนไทยในสังคมวันนี้ที่ต้องการได้ยินได้ฟังความเห็นและข้อเสนอทางออกจาก “ความตีบตันทางปัญญา” ที่กลายเป็น “กับดัก” ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
เพราะไม่มีใครไม่รู้ว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่นำไปสู่การแก้ไขวิกฤติของบ้านเมือง เพราะบทและตัวละครยังเหมือนเดิม
เพราะเป้าหมายของการต่อสู้ก็ยังคือผลประโยชน์เพื่อกลุ่มของตนเหมือนเดิม การทำอะไรเหมือนเดิม ไม่ว่าจะทำกี่ครั้ง จะเปลี่ยนลีลาท่าทางอย่างไร หรือจะปรับวาทกรรมให้เพราะพริ้งเพียงใด จะคาดหวังให้ผลแตกต่างไปจากเดิมย่อมเป็นการสร้างภาพลวงให้แก่ประชาชนเท่านั้น เพราะเราติดอยู่กับ “กับดักแห่งปัญญา” เดิมๆ
จะเพราะความเห็นแก่ตน ความทะเยอทะยานส่วนบุคคล หรือความเบื่อหน่ายรำคาญก็ตาม ปรากฏการณ์แห่งความเงียบงันทางปัญญาแดนสยามวันนี้ก็จะทำให้วิกฤตินี้นำไปสู่หายนะ...เดิมๆ เช่นกัน
สุทธิชัย หยุ่น



