
เสียงสะท้อนรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ตอน หมดแรงจะสู้ต่อ
เสียงสะท้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสนามบินสุวรรณภูมิเผย สู้ต่อไปไม่ไหวแล้ว ยอมรับเงื่อนไข แม้จะต้องไปเป็นหนี้ใหม่ แต่ไม่มีทางเลือกดีกว่านี้ เพราะถ้าอยู่ต่อเสียสุขภาพ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
นายประจบ ม่วงอินทร์ ชาวบ้านหมู่บ้านร่มสุขวิลเลจ 4 เปิดเผยต่อทีมงานคุณภาพชีวิตด้วยน้ำเสียงท้อแท้ว่า สำหรับตัวเองแล้ว แม้ว่าการประเมินราคาที่ดินที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เสนอให้แก่ชาวบ้านใหม่จะเป็นราคาที่ชาวบ้านเห็นว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรม และน้อยเกินไป แต่คงไม่มีทางเลือก หรือทางออกได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เพราะถึงอย่างไรก็คงทนอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังและหวาดระแวงต่ออุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นจากหลังคาที่ร่วงหล่น ฝุ่นละอองน้ำมันที่ดำจนจับคราบ สิ่งเหล่านี้ล้วนบั่นทอนให้ชีวิตบั้นปลายปลดเกษียณจากการรับราชการแทบไม่มีความสุข
ด้วยเหตุนี้จึงได้ทำใจยอมรับกับการประเมินที่ดินที่ ทอท.ประเมินให้ เพราะคงไม่อาจทนกับมลภาวะอย่างนี้ต่อไปได้ ทั้งยังบั่นทอนสุขภาพให้แย่ลงไปมากกว่านี้อีกแล้ว แม้จะไม่เต็มใจ ไม่อยากยอมรับ แต่ก็อยู่ในภาวะจำยอม และไม่ใช่เพียงตัวเองเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ มีชาวบ้านอีกหลายครัวเรือนที่อยู่ในแนวเส้นเสียงเอ็นอีเอฟมากกว่า 40 พากันยอมรับสภาพ เพราะเลือกรักษาสุขภาพและชีวิตไว้ด้วยการย้ายไปอยู่ที่อื่น
เหตุผลที่ตัดสินใจยอมรับราคา เนื่องจากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายไม่ไหว ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องการย้ายไปที่อื่น ถึงแม้ว่าราคาที่ได้จาก ทอท. เมื่อไปซื้อที่ใหม่ ทำให้ต้องเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น แต่ชาวบ้านจำต้องทนยอมรับอีกเช่นกัน เพราะหากทนอยู่กับสภาพแวดล้อมแบบนี้ต่อไป อาจต้องตายก่อนได้ย้ายออก
ล่าสุดมีเที่ยวบินของการบินไทยย้ายกลับมาที่สุวรรณภูมิอีกกว่า 100 เที่ยวต่อวัน ช่วงกลางคืนแทบไม่ได้นอน ระหว่างตีสองถึงตีห้าเป็นเวลาที่คนกำลังนอนหลับสนิท เพราะกลางวันเหนื่อยกับการต้องทนรับฟังเสียงดัง แต่ปรากฏว่า ล่าสุดช่วงเวลาดังกล่าวกลายเป็นช่วงที่มีเครื่องบินมาถี่มาก และเป็นเครื่องบินลำใหญ่ๆ เช่น คาร์โก้ และเครื่องบินโดยสารมาจากอเมริกาและยุโรป ทำให้ผลกระทบยิ่งมากเป็นสามสี่เท่า
“ผมเกษียณมาหลายปี ก็อยากใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุข แต่ต้องมาเจอกับสภาพแบบนี้บอกตามตรงว่าไม่ไหว ที่ผ่านมามีการเจรจา มีการประชุมไตรภาคี ผมไปด้วยทุกครั้ง แต่ตอนนี้ผมไม่อยากต่อสู้เรียกร้องอะไรอีกแล้ว บอกตามตรงเหนื่อยเต็มที รู้สึกเสียใจ เสียความรู้สึกต่อ ทอท. อย่างมาก แม้ต้องออกไปจากที่นี่ แล้วไปซื้อบ้านใหม่ แล้วต้องเป็นหนี้ก็ต้องยอม ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าจะมาเป็นหนี้ตอนแก่ แต่ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว สิ่งที่ทำตอนนี้ก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่ ทอท.จะจ่ายเงินสักที ปัญหาทุกอย่างสำหรับผมจะได้จบ ชาวบ้านรอมาเกือบ 3 ปีแล้ว อย่าให้ต้องรออีกเลย” นายประจบ กล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด
+++++++
จากการที่เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบและอนุมัติการขยายกรอบวงเงินลงทุนโครงการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ระยะที่ 1) ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพิ่มเติมจากเดิม 123,942.246 ล้านบาท เป็น 135,175.946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11,233.700 ล้านบาท (รวมสำรองราคาเปลี่ยนแปลงร้อยละ 10) โดยกำหนดแผนการดำเนินงานในระยะเวลา 2 ปี (ปีงบประมาณ 2552-2553) เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขผลกระทบด้านเสียงจากการดำเนินงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
วันดังกล่าว ทอท.เริ่มดำเนินการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบด้านเสียงจากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยมีการเชิญชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบด้านเสียงในเส้นเสียงเอ็นอีเอฟมากกว่า 40 จำนวน 110 หลังคาเรือน เดินทางไปรับใบตอบรับราคาประเมินการจัดซื้อที่ ทอท.จัดเตรียมไว้ โดยใบตอบรับได้แจกแจงรายละเอียดในการประเมินราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ไม้ยืนต้น ฯลฯ สรุปจำนวนเงินที่บ้านแต่ละหลังจะได้รับ และแจ้งความประสงค์ในการยอมรับหรือไม่ยอมรับราคาประเมิน โดยแฟกซ์กลับฝ่ายสิ่งแวดล้อม ทอท.ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2552
จากการสอบถามชาวบ้านที่ได้รับการชดเชยในครั้งนี้ พบว่ากว่าครึ่งยอมรับราคาที่ ทอท.เสนอให้ แต่ที่ยอมรับราคาในครั้งนี้ไม่ใช่พอใจในราคาที่ ทอท.เสนอให้ แต่เป็นเพราะทนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ย่ำแย่ไม่ไหวอีกต่อไป



