
ตำรวจกับการสืบสวนอุบัติเหตุทางถนน
ปล้นกลางแดดเราจะปล่อยให้ชาวบ้านเขาพูดถึงเราในแง่นี้เท่านั้นเหรอ นายตำรวจถามเหล่าบรรดาเพื่อนๆ น้องๆ ตำรวจที่นั่งอยู่ในที่ประชุม นายตำรวจใหญ่พูดโน้มน้าวใจต่อด้วยเรื่องราวเกียรติยศของการเป็นผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชนโดยมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์
“เวลามีอุบัติเหตุเกิดขึ้น ถามว่าตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุแล้วให้ความสำคัญโดยไปดูชีวิตคน ไปดูคนเจ็บ หรือว่าเราให้ความสำคัญกับทรัพย์สินคือดูตัวรถดูร่องรอยการชน และการโบกให้รถอื่นผ่านไปได้ก่อน....เราปล่อยให้เรื่องคนเจ็บเป็นหน้าที่ของมูลนิธิกู้ภัยกับหมอเท่านั้น...ควรเป็นเช่นนั้นมั้ย?” นายตำรวจถามย้ำว่าระหว่างชีวิตกับทรัพย์สินตำรวจให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่ากัน
คนไทยตายจากอุบัติเหตุทางถนนในจำนวนที่มากกว่าการตายจากอาชญากรรมถึง 3 เท่าแต่ตำรวจส่วนใหญ่กลับมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการตายจากอาชญากรรมมากกว่า ทั้งๆ ที่เราป้องกันการตายจากอาชญากรรมได้ยากกว่าการป้องกันการตายจากอุบัติเหตุจราจรเสียอีก
“กึ๋นของตำรวจจราจรอยู่ที่ความคิด ความอ่าน ไม่ใช่การโบกรถอย่างเดียว ต้องคิดให้เป็นระบบ” นายตำรวจใหญ่ซึ่งเป็นประธานในที่ประชุมกล่าวเพื่อตอกย้ำยืนยันว่า ตำรวจจะต้องแสดงศักยภาพโดยเริ่มต้นจากการสวมบทบาทนักสืบที่จะหาข้อมูลให้ถูกต้องชัดเจนและเชื่อถือได้เกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้คนไทยเจ็บตายจากอุบัติเหตุบนถนนก่อนลงมือแก้ไข
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรที่รับผิดชอบงานจราจรทั้ง 12 ภาคจับมือกัน ร่วมหมุนกงล้อประวัติศาสตร์โดยเชิญชวนเหล่าบรรดาพนักงานสอบสวนและตำรวจจราจรให้ร่วมแรงร่วมใจทำการสืบสวนอุบัติเหตุจราจรที่นับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานแก้ไขและป้องกันอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบ เมื่อรู้สาเหตุที่แท้จริง ชัดเจนย่อมนำไปสู่การแก้ไขป้องกันที่ถูกทาง เปรียบดั่งเช่นเมื่อรู้เหตุแห่งทุกข์จึงจะสามารถค้นหาหนทางดับทุกข์ได้
ถึงแม้ว่าจะเป็นที่รู้โดยทั่วกันว่าเหล่าบรรดาพนักงานสอบสวนล้วนแล้วแต่มีภาระงานที่หนักอึ้งแต่หากตำรวจต้องการให้บริการประชาชนดุจญาติ พิทักษ์ราษฎร์ดุจครอบครัวอย่างจริงจังและจริงใจแล้ว เชื่อว่าตำรวจคงไม่อยากให้ญาติของเรา ครอบครัวของเราต้องตายอยู่กลางถนน
หลังจากจัดการสืบสวนอุบัติเหตุแล้ว ตำรวจยุคใหม่ยังจะต้องแสดงบทบาทของผู้เชื่อมประสานชักชวนภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เข้ามาร่วมตั้งวงพูดคุยกันโดยเอาข้อมูลเรื่องราวจากผลการสืบสวนอุบัติเหตุที่ได้วิเคราะห์มาระดับหนึ่งมาใช้เป็นต้นเรื่องในการระดมสมองเพื่อให้ภาคีเครือข่ายและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหาทางแก้ไขป้องกัน
“เมื่อคืน ที่ในเมือง มีรถเก๋งชนกับรถมอเตอร์ไซค์ ปรากฏว่ารถมอเตอร์ไซค์ตาย ชาวบ้านที่มารุมมุงดู พูดกันว่า ตรงนี้ชนกันประจำ ชาวบ้านอีกกลุ่มเสนอว่าจะทำศาลเพียงตา” นายตำรวจเกริ่นเรื่องเล่าแล้วตั้งคำถามต่อว่า นี่มันสะท้อนอะไร ตำรวจทำอะไร แขวงทำอะไร เราจะปล่อยให้ชาวบ้านเขามาแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างศาลเพียงตาเหรอ ทำไมเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องถึงไม่ไปแก้ปัญหาให้ชาวบ้านด้วยการตั้งสัญญาณไฟกะพริบเตือน หรือทำป้ายเตือน แต่กลับปล่อยให้ชาวบ้านเขาแก้ปัญหาตามลำพังด้วยตัวของเขาเอง
“เวลานี้มันถึงขั้นที่ชาวบ้านเขาพึ่งคนของรัฐไม่ได้แล้ว จนต้องหันกลับไปพึ่งผีแล้วเหรอ”
เมื่อตำรวจสร้างระบบการสืบสวนอุบัติเหตุและลงมือทำอย่างเป็นระบบ และสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อร่วมคิดวิเคราะห์และลงมือแก้ไขปัญหาร่วมกัน “นอกเหนือจากจะเป็นการทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์รับใช้ประชาชนที่ดีแล้ว ยังถือเป็นการทำบุญทำกุศลที่แท้จริงอีกด้วย” นายตำรวจใหญ่เชิญชวนให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์การทำงานป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุจราจรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย
“เมื่อปลายปีที่ผ่านมา คนอังกฤษเขาให้สัมภาษณ์ว่า น้องชายเขาอยากมาเที่ยวประเทศไทยมาก เขาพยายามเก็บเงินจนกระทั่งน้องชายของเขาได้มาเที่ยวประเทศไทย เขามาที่ภูเก็ตและถูกรถชนตาย หลังจากน้องเขาตาย เขาไปหาข้อมูล เขาบอกว่า เขาเพิ่งรู้ว่าประเทศไทยปล่อยให้คนไทยตายด้วยอุบัติเหตุเยอะขนาดนี้ ถ้าเขารู้ข้อมูลอย่างนี้ตั้งแต่แรกเขาจะไม่ปล่อยให้น้องชายเขามาเมืองไทย...เพราะเมืองไทยไม่ปลอดภัย และเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ไม่มีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ...เราจะปล่อยให้การบริหารจัดการความปลอดภัยทางถนนเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกนานเท่าใด?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



