
40พรรคการเมืองให้อะไรสังคมไทย
ปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมืองน่าสนใจยิ่ง เมื่อปิดฉากการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อเมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม 2554 ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครรับเลือกตั้งมากเป็นประวัติการณ์การเมืองไทย
โดยมีพรรคการเมืองส่งสมาชิกลงเลือกตั้งมากถึง 40 พรรคการเมือง รวมรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งสิ้น 1,410 คน ซึ่งในจำนวนนี้ยังไม่นับรวมผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตที่เพิ่งจะเปิดฉากเป็นวันแรก แม้พรรคการเมืองบางพรรคจะส่งไม่ครบทั้ง 125 คน แต่ถือว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นอีกหน้าประวัติศาสตร์หนึ่งของการเมืองไทย ที่มีพรรคการเมืองส่งสมาชิกลงสมัครจำนวนมาก
ถ้ามองย้อนกลับไปยุคหลังประชาธิปไตยเบ่งบานก็เคยเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด และในการเลือกตั้งครั้งนั้นก็มีพรรคการเมืองส่งสมาชิกลงเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 40 พรรคการเมืองเช่นกัน แต่ด้วยระบบและกลไกของการเมืองไทย หรือธรรมชาติของการเมืองไทยทำให้พรรคเล็กพรรคน้อยค่อยๆ ทยอยปิดตัวลงไป พร้อมกับการย้ายพรรคของนักการเมือง จากพรรคนี้ไปลงพรรคโน้น แต่ล้วนแล้วแต่เป็นคนหน้าเดิม จะมีนักการเมืองเกิดใหม่บ้างก็เพียงน้อยนิด และไม่ได้มีบทบาทนำ ยังคงมีผู้อาวุโสทางการเมืองเป็นคนชี้นำพรรค และชี้นำนักการเมืองรุ่นใหม่เช่นเคย และทำให้การเมืองไทยเดินหน้าไปไม่ถึงไหน
พรรคเล็กพรรคน้อยล่มไปตามกระแส เหลือพรรคการเมืองที่ยืนหยัดอยู่ได้เพียงไม่กี่พรรค อย่างประชาธิปัตย์ ชาติไทย กิจสังคม เป็นต้น ที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นพรรคเกิดใหม่ ซึ่งหมายรวมถึงพรรคเพื่อไทยที่แตกหน่อมาจากพรรคไทยรักไทย แต่สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองเกิดใหม่จำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เกิดจากการให้กำเนิดมาจากนักการเมืองหน้าเก่าเช่นกัน และน่าจะเกิดจากกลไกของรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้รัฐธรรมนูญที่เปิดให้เลือกตั้งระบบเขตเดียวเบอร์เดียว ผู้สมัครที่มีชื่อเสียงมีโอกาสแจ้งเกิด รวมทั้งกลไกของ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่เพิ่มให้เป็น 125 คน และไม่ต้องไปติดล็อกที่ 5% ก็มีสิทธิ์ไปคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อได้
ถ้ามองแค่ผิวเผินดูเหมือนว่า ประชาธิปไตยไทยเบ่งบานยิ่ง มีพรรคการเมืองมากมายเสนอตัวให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิ์อันแท้จริงได้คัดสรร แต่จริงๆ แล้วหาได้เกิดจากความเบ่งบานของประชาธิปไตยไม่ แต่เป็นเรื่องที่เกิดจากกลไก กติกาการเมือง และนักการเมืองเองตกลงกันไม่ได้ในเชิงอำนาจมากกว่า จึงเกิดพรรคการเมืองขึ้นมากมาย แต่เจตนารมณ์ อุดมการณ์ หรือนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก และเมื่อเข้าไปเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว โอกาสในการผลักดันนำนโยบายพรรคไปสู่ภาคการปฏิบัตินั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ประชาธิปัตย์ก็เพื่อไทยเท่านั้นจะเป็นผู้กำหนด นั้นคือความล้มเหลวของการเมืองไทยรอบใหม่ที่ยืนรออยู่ข้างหน้า



