
ช้างชนช้าง-ศึกทายาทเมืองชาละวัน"ขจรประศาสน์" ชน "บุญเสรฐ"
ตำนานการฟาดฟันในสนามการเมืองของ 2 สองตระกูลดังเมืองชาละวัน "ขจรประศาสน์-บุญเสรฐ" เป็นที่รับรู้กันมาช้านาน แม้ว่าสถานการณ์จะแปรเปลี่ยน หรือการโยกย้ายพรรคก็ไม่สามารถรวม 2 ตระกูลนี้มาเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ทั้งคู่ต่อสู้กันทุกรูปแบบ
แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป คู่หูคู่ฟัดต้องอยู่คนละมุม มานั่งดูลูกๆ สู้กัน ในพื้นที่เขต 3 ซึ่งสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ในเมื่อ "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ วันนี้ต้องไปลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่ออันดับที่ 2 ของพรรคชาติไทยพัฒนา และต้องคอยช่วยลูกพรรค ดูการเลือกตั้งในครั้งนี้เกือบทั่วประเทศ การปลีกตัวลงมาช่วย "ลูกยอด" ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน อดีต ส.ส.พิจิตร ที่สวมเสื้อชาติไทยพัฒนา หาเสียงนั้นมีโอกาสไม่มากนัก
ขณะที่ "พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ" อดีต ส.ส. ตอนนี้ถูกจองจำทางการเมืองอยู่บ้านเลขที่ 111 จึงไม่สามารถโดดลงมาขึ้นเวทีปราศรัย หรือทำอะไรออกหน้าเพื่อช่วย "นาวิน บุญเสรฐ" ลูกชาย ที่สวมเสื้อพรรคเพื่อไทย ก็คงไม่ถนัดนัก
เมื่อเปรียบมวยแล้วทั้ง "เสธ.หนั่น-อดุลย์" มีโอกาสที่จะไปช่วยลูกหาเสียงมีน้อยเท่าๆ กัน
"ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์" มีดีกรีเป็นอดีตส.ส.มาถึง 3 สมัย (2544, 2548, 2551) ทำให้ชื่อเสียงในพื้นที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ประกอบกับนามสกุล "ขจรประศาสน์" เป็นเครื่องการันตี ทำให้วันนี้ดูเหมือนว่า "ลูกยอด" จะมีคะแนนเป็นต่อคู่ต่อสู้อยู่หลายขุม แม้ว่ากระแสของเสื้อแดงจะร้อนแรง ดูได้จากไม่นานนี้ มีการเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ มีกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยในอำเภอที่เรียกว่าบ้าน "เสธ.หนั่น" อย่าง อ.บางมูลนาก และดงเจริญ มาร่วมชุมนุมไม่ใช่น้อย แต่กระนั้นฐานเสียงของ "ลูกยอด" ยังแน่นปึ้กและดูเหมือนว่าไม่เคยถดถอย ไม่ว่าจะเป็นการชอบส่วนตัว หรือเพราะบารมีในตำแหน่งของพล.ต.สนั่น
สังเกตได้จากสมัยที่ "พล.ต.สนั่น" ถูกเว้นวรรคทางการเมือง ยังมีคนกลุ่มข้าราชการและนักการเมืองท้องถิ่นเข้านอกออกในบ้านอยู่ตลอดเวลาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้จะคอยสนับสนุนและเป็นฐานเสียงให้ "ศิริวัฒน์" อย่างเหนียวแน่น แต่ก็มีตัวแปรที่อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ หากประชาชนที่ในอดีตเคยเลือกตัวบุคคลเป็นหลัก หันมาเลือกนโยบายพรรคแทนโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย อาจทำให้หล่นจากบัลลังก์ได้
ขณะที่ "นาวิน บุญเสรฐ" ผู้ที่คร่ำหวอดในวงการไอที เดินด้วยตนเองมาตั้งแต่เด็ก เมื่อพ่อเข้าสู่บั้นปลายชีวิต จนต้องมาสืบทอดทายาททางการเมือง ซึ่งเขาเคยเป็นแกนนำคนเสื้อแดง และอดีต ส.ส.พิจิตร เขต 3 (ระหว่าง 6 ก.พ.2548 6 ก.พ.2549) และแม้ว่าปัจจุบันนี้ นายนาวิน จะไม่มีข้าราชการระดับจังหวัดให้การสนับสนุน เพราะมีการโยกย้ายคนของตัวเองเข้ามาในพื้นที่ก่อนหน้านี้ ประกอบกับการได้เป็น ส.ส ได้เพียง 1 ปี แต่ "นาวิน" ก็มีฐานเสียงจากการเป็นต้นตระกูลการเมืองเก่าและฐานเสียงจาก "พ.ต.ท.อดุลย์" อยู่ไม่น้อย
โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นฐานเสียงและมั่นคงทุกวันนี้ คือ กลุ่มแกนนำหมู่บ้าน อย่างกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่ยังคงรัก "พ.ต.ท.อดุลย์" ที่ได้ฉายาว่า "มีแต่ให้" อยู่จำนวนมาก ประกอบกับที่ผ่านมาแม้ไม่ได้เป็นส.ส. พ่อลูกคู่นี้ก็ยังลงพื้นที่ทำการบ้านอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญกระแสของกลุ่มเสื้อแดงที่ยังมาแรงประกอบกับนโยบายพรรคเพื่อไทย และข้าวของแพงในยุคพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวผันแปรที่ "นาวิน" เป็นรองและอาจจะกลายพลิกกลับมาเป็นผู้ชนะ คว้าเก้าอี้ในเขตนี้ไปได้ ประกอบกับการกาบัตรผิด เพราะพรรคเพื่อไทย ได้เบอร์ 1 จึงมีโอกาสสูงมากที่ "นาวิน" จะได้คะแนนแบบโชคช่วย จากหมายเลขนี้จากผู้สูงอายุ โดยฐานเสียงที่เขามีจำนวนมาก คือ อ.ตะพานหิน อ.บึงนาราง อ.บางมูลนาก และ อ.ดงเจริญ เป็นบางส่วน
แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ หาก "นาวิน" มีคะแนนเสียงเท่ากับ "ศิริวัฒน์" หรือแพ้เพียงคะแนนเดียว ก็อาจจะทำให้ "นาวิน" ถึงกับน้ำตาตก เพราะ "นาวิน" ไม่มีสิทธิ์เลือกตนเอง เนื่องจากการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่จาก 4 ที่นั่งเหลือ 3 ที่นั่ง ทำให้ชื่อของ "นาวิน" ไปอยู่ในเขต 2
สายันต์ ชูฉ่ำ



