ข่าว

"กกต.เครียดไม่มีอำนาจเด็ดขาด"

"กกต.เครียดไม่มีอำนาจเด็ดขาด"

25 พ.ค. 2554

เริ่มมีเสียงบ่นจาก "ผู้สมัคร ส.ส." เกี่ยวกับป้ายหาเสียงถูกขูดขีดทำลาย ขนาดยังไม่ทันได้หมายเลขผู้สมัครก็ต้องเร่งซ่อมแซมป้ายกันแล้ว ไม่รวมถึงเหตุการณ์ "ป่วน" เวทีปราศรัยหาเสียง

 โดย "กรรมการการเลือกตั้ง" (กกต.) บางคนมองว่าถ้าไปแสดงสิทธิโดยการยกป้ายประท้วง ตะโกนไล่ ก็ถือว่ายังไม่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพราะยังไม่มีพฤติกรรมขัดขวาง ข่มขู่ หรือขั้นปิดล้อมจนหาเสียงไม่ได้

 เรื่องนี้ทำให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถามกลับไปยัง กกต.ว่า ต้องรอให้หัวร้างข้างแตกก่อนหรืออย่างไรจึงจะมีความผิด

 "ยงเกียรติ อดิเศรษฐกุล" ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี สำนังาน กกต. กล่าวว่า กรณีป้ายหาเสียงถูกทำลาย ถือเป็นการทำให้เสียทรัพย์ เรื่องนี้ผู้เสียหายสามารถไปแจ้งความเอาผิดทางคดีอาญาได้เลย เพราะโทษทาง กกต.ไม่มีโดยตรงหากผู้สมัครมาแจ้งต่อ กกต. ทาง กกต.ก็ทำได้โดยไปกำชับกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยดูแลอีกต่อหนึ่งเท่านั้น

 มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตการรักษาความสงบของบ้านเมือง "รัฐบาล" ในขณะนี้มีอำนาจและมีเครื่องมืออยู่ในมือจึงควรนำมาใช้ เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย หากจะหวังพึ่งพา กกต.ที่ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเพียงอย่างเดียวคงลำบาก เพราะบรรยากาศการเมืองในขณะนี้ถือว่าอยู่ในขั้นวิกฤติ

 ยิ่งระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียวจะยิ่งทำให้สถานการณ์แข่งขันในพื้นที่แรงกว่าเดิม เพราะแต่ละเขตต่างรู้แล้วว่าคนไหนจะได้เข้ารอบ ดังนั้นขบวนการดิสเครดิตจึงเกิดขึ้น เบาๆ อาจทำเพียงแค่ทำลายชื่อเสียง แต่ถ้าพื้นที่ไหนแรงมากก็อาจถึงขั้นทำร้ายร่างกายถึงแก่ชีวิต

 ดังนั้น "กกต." ไม่มีอำนาจดูแลเรื่องคดีที่เกี่ยวกับอาญา เพราะมีหน้าที่เพียงแค่ควบคุมกติกาการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น แต่เมื่อการเมืองเล่นกันแรงก็เป็นเรื่องธรรมดาที่บางพรรคอาจต้องอาศัยสถานการณ์ "ชิ่ง" เรื่องให้เกี่ยวโยงเป็นการเมืองเพื่อฟ้องร้องยุบพรรค

 "ยุวรัตน์ กมลเวชช" อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ฝ่ายจัดการการเลือกตั้ง เมื่อปี 2540 ซึ่งเป็น กกต.ชุดแรก ที่จัดการเลือกตั้งแบบเขตเล็ก มองว่า บรรยากาศการเมืองในขณะนี้รุนแรงกว่าสมัยที่ตนเองเป็น กกต.แต่การทุจริตเชื่อว่ายังเหมือนในอดีต อำนาจตัดสินเด็ดขาดของ กกต.ในขณะนี้ไม่เหมือนในอดีตที่ขณะนั้นให้อำนาจ กกต.ตีความเอง และออกระเบียบเองทำให้ผู้สมัครในขณะนั้นว่านอนสอนง่าย ทำให้การตัดสินคดีต่างๆ ในขณะนั้นง่ายกว่า

 "จะเห็นว่าการทำงานของ กกต.ในขณะนี้ค่อนข้างเคร่งครัดและเคร่งเครียด เพราะไม่แน่ใจว่าความเห็นของตนเองถูกต้องหรือไม่ เมื่อมีการฟ้องร้องทุกเรื่องต้องผ่านศาล คำวินิจฉัยคดีของ กกต.กับศาลอาจเห็นไม่เหมือนกัน ซึ่งต่างจากในอดีตหาก กกต. 5 คน มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผิด ก็คือผิดมีอำนาจเด็ดขาด"

 ส่วนที่มีคนมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ระเบียบ กกต.ที่ออกมาหยุมหยิม "ผู้สมัคร" แทบขยับตัวไม่ได้ "ยุวรัตน์" มองว่า ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของแต่ละบุคคล แต่ผู้ที่ทำหน้าที่อย่าง กกต.ทำอะไรก็ต้องระวังตัวกลัวถูกครหาไม่เป็นกลาง
 
 "กกต.ต้องระวังตัวอยู่เสมอทุกเรื่องเมื่อถกเถียงกันในที่ประชุมแล้วควรจบ ไม่ควรนำออกมาพูดให้คนนอกฟัง และเมื่อมอบหมายให้ใครไปทำหน้าที่แล้วก็ต้องไว้ใจ ภาพที่ออกมาจะได้ดูเหมือนว่า กกต.ช่วยกันทำงานไม่แทงกัน ทำงานด้วยความมั่นใจ และผมขออวยพรให้โชคดี" ยุวรัตน์ ในฐานะ กกต.รุ่นพี่กล่าวอวยพรถึง กกต.รุ่นน้องปิดท้าย

 สมถวิล เทพสวัสดิ์