
รุกคืบอุ้มลูกหนี้กดเงินสดนอนแบงก์
คลังเดินหน้าช่วยลูกหนี้รากหญ้า เตรียมอุ้มกลุ่มกดเงินสดจากนอนแบงก์ หลังรีไฟแนนซ์ลูกหนี้บัตรเครดิต เริ่ม 1 มิถุนายน-สิงหาคมนี้ ผ่อนชำระได้ไม่เกิน 3 ปี วงเงินไม่เกิน 3 แสนบาท พร้อมขยายวงเงินหากความต้องการล้น
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังการเปิดตัวโครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิต ที่ร่วมมือกันระหว่าง 3 สถาบันการเงินประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) วงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นการดำเนินงานช่วงแรกในการช่วยเหลือมนุษย์เงินเดือนให้มีภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตลดลงจาก 20% เหลือเพียง 10% แต่ต้องเป็นกลุ่มที่มีวินัย หรือมีสถานะปกติ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2554
ส่วนระยะต่อไปจะมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อย หรือรากหญ้าที่ส่วนใหญ่ใช้บริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ เช่น อิออน เฟิร์สช้อยส์ ศรีสวัสดิ์เงินติดล้อ เป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรวมรวมข้อมูลสินเชื่อทั้งหมดคาดว่าจะสรุปได้ในเร็วๆ นี้ และการช่วยเหลือน่าจะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
“กลุ่มรากหญ้าส่วนใหญ่มีคุณสมบัติไม่เข้าตามเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์จึงหันไปใช้บัตรกดเงินสดของนอนแบงก์ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 28% จึงเป็นอีกกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือเร่งด่วน แต่ต้องเป็นลูกหนี้ที่มีประวัติดีเช่นกัน” นายกรณ์ กล่าว
สำหรับการโอนหนี้บัตรเครดิตมาเป็นสินเชื่อบุคคลของ 3 แบงก์นั้น ประเมินว่าจะมีเพียง 20% ของลูกหนี้ที่ดีที่ชำระขั้นต่ำในระบบประมาณ 5 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นมูลหนี้ 1 หมื่นล้านบาทตามที่ตั้งวงเงินไว้ แต่หากความต้องการมีมากกว่านี้ธนาคาร 3 แห่งก็พร้อมจะเพิ่มวงเงิน โดยผู้สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่สาขาของธนาคารทั้ง 3 แห่งได้วันที่ 1 มิถุนายนนี้ จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2554 รวมระยะเวลา 3 เดือน
ทั้งนี้ เงื่อนไขของแต่ละธนาคารจะเหมือนกัน คือ วงเงินไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือนและไม่เกิน 3 แสนบาทต่อราย ดอกเบี้ย 10% ชำระคืนตั้งแต่ 1-3 ปี ที่สำคัญผู้กู้ต้องมีหนังสือแสดงเจตจำนงกับธนาคารว่าจะไม่ก่อหนี้บัตรเครดิตเพิ่มเป็นระยะเวลา 1 ปี อย่างไรก็ตาม หากผู้กู้มีบัตรเครดิตหลายใบสามารถเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินได้ 1 บัตร หรือไม่ต้องยื่นขอปิดบัตรในโครงการได้
นายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เป็นหนี้บัตรกดเงินสดของบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินนั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะมีหนี้เสียมากกว่าบัตรเครดิต ซึ่งการให้รีไฟแนนซ์หนี้น่าจะปรับลดวงเงินลงมาเหลือ 1-2 หมื่นบาทต่อรายตามฐานเงินเดือนและคิดอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 10% เล็กน้อย เพราะถือว่าเป็นกลุ่มที่เสี่ยงกว่าและเคยจ่ายดอกเบี้ยสูงถึง 28%



