
การเมืองเรื่องนโยบายในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง
ช่วงนี้การเลือกตั้งเริ่มมีสีสันมากขึ้น ภายหลังที่มีการเปิดตัวผู้สมัครมากันมากมายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของผู้สมัครในระดับบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่งของสองพรรคใหญ่
แต่หนึ่งในเรื่องที่ยังสำคัญอยู่ก็คือเรื่องราวของ "นโยบาย"
พูดให้ดูวกวนหน่อย ก็คงแบ่งออกเป็นสองเรื่อง หนึ่งคือ นโยบายหาเสียง และสองคือ หาเสียงด้วยนโยบายอะไรบ้าง?
อันแรกก็เป็นเรื่องว่าแต่ละพรรคจะวางแผนอย่างไรในการหาเสียง
แต่เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าอีกสักหน่อย นั่นก็คือเรื่องที่เรามักจะพูดถึงเรื่องของการเมืองแบบนโยบาย
และโดย "อุดมคติ" แล้ว การเมืองแบบนโยบายนั้นก็น่าจะมีจุดเริ่มต้นจากการเลือกตั้งที่พึงปรารถนาอยู่มิใช่น้อย เพราะว่าเรากำลังพูดถึงการแข่งขันกันอย่างจริงๆ จังๆ ของแนวคิดที่แตกต่างกันและพูดถึงความเป็นไปได้ในข้อเท็จจริงในการทำงานให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นเป็นจริงขึ้นมาได้ และนำมาจัดทำให้ประชาชนได้เลือกระหว่างพรรค
แต่คำถามคือ จริงหรือไม่ที่การหาเสียงเลือกตั้งที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นการหาเสียงที่อิงกับนโยบาย
คำตอบคือไม่จริงครับ
ทั้งที่มีคำว่านโยบายเต็มไปหมด
แต่สิ่งที่ออกมานั้นคือเรื่องของ "โครงการ" มากกว่านโยบาย
ในความหมายที่ว่า โครงการคือส่วนที่เล็กกว่านโยบาย และเป็นเพียงเรื่องราวส่วนเดียวของนโยบาย
ในอีกด้านหนึ่ง การเลือกตั้งก็เต็มไปด้วยคำขวัญ สโลแกนอันสวยหรูว่าด้วยภาพฝันในวันข้างหน้า ซึ่งมีไว้ก็ดีแต่ต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น
ทีนี้บ่นมาตั้งนาน นโยบายคืออะไรล่ะ?
นโยบายคือเรื่องที่เป็นการกำหนดทิศทางที่จะแก้ "ปัญหา" ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้นโยบายที่จะแก้ "ปัญหา" นั้นอาจจะมี "แผน และโครงการ" หลายอย่างที่จะทำให้บรรลุการแก้ปัญหานั้นได้
นโยบายในแง่หลักวิชาที่กล่าวถึงนี้จึงแตกต่างจากคำว่านโยบาย ที่ใช้กันในแบบคำกว้างๆ ทั่วๆ ไป ในแบบที่หมายถึงความฝันกว้างๆ ว่าฉันมีนโยบาย หรือท่านมีนโยบายอย่างไร หรือที่ใช้ในความหมายของโครงการตามงบประมาณที่เน้นไปที่ตัวสิ่งที่จะจัดซื้อหรือจ้างมา
การติดตาม สอบถาม และพิจารณาว่าแต่ละพรรคมีนโยบายอะไร นั่นหมายความว่าเราต้องมีความรู้เท่าทันการเมืองสักหน่อย ในความหมายที่ว่า แทนที่จะเริ่มดูว่าแต่ละพรรคอยากให้เรารู้อะไร ฟังอะไร ก็ต้องถามก่อนว่า แต่ละพรรคระบุว่าอะไรคือ "ปัญหา" ของประเทศบ้าง
จากนั้นก็ต้องตั้งคำถามว่า แต่ละพรรคนั้นมองว่าปัญหานั้น "มีที่มา" หรือ "มีสาเหตุ" มาจากอะไร?
ทีนี้ประเด็นถัดไปก็คือ แต่ละพรรคมองว่า หลังจากที่ระบุปัญหาไปแล้ว และปัญหานั้นมีที่มาอย่างไร และก็สามารถแยกแยะสาเหตุ องค์ประกอบของปัญหาได้ จากนั้นก็ระบุว่าอะไรคือหลัก หรือเป้าหมายของการแก้ปัญหานี้ และท้ายที่สุดก็คือแนวทางการแก้ปัญหาจะมีกี่แนวทาง และแต่ละแนวทางอาจจะแยกย่อยเป็นแผนและโครงการได้อีก
เรื่องเหล่านี้คนที่คุ้นชินกับอริยสัจ 4 ก็คงพอจะเข้าใจได้ หรือเข้าใจจากมุมของศาสนา วัฒนธรรมอื่นก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมาก
ที่พูดเรื่องนี้ก็เพื่อทำให้การเมืองเชิงนโยบายนั้นมีลักษณะที่กว้างขวางลุ่มลึกกว่าเดิม นั่นคือไม่ใช่ขายแค่ฝัน แต่ต้องอธิบายและให้ความรู้กับสังคมด้วยว่าแต่ละพรรคนั้นมองปัญหาของประเทศอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีอีกสองเรื่องที่สำคัญต่อเนื่อง นั่นก็คือ
หนึ่ง เราจะเอาเงินที่มาแก้ปัญหามาจากไหน? ใครจะแบกภาระเรื่องใดมากน้อยอย่างไร
สอง แต่ละพรรคจะมีนโยบายในการอยู่กับคนที่เห็นต่างกับตนอย่างไร? ไม่ใช่มีแต่นโยบายแต่กับคนที่เห็นด้วยเท่านั้น
ไม่เช่นนั้นเรื่องราวอีกหลายเรื่องก็คงยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากทำอะไรก็ถูก แต่หมายความว่าเสียงข้างมากก็ต้องพร้อมอธิบาย และเข้าใจเสียงข้างน้อยด้วย เพราะจุดเด่นของประชาธิปไตยที่ต่างจากการปกครองของฝูงชนที่บ้าคลั่งและเห็นแก่ตัวก็คือ ประชาธิปไตยคือการปกครองเสียงข้างมากที่เห็นแก่ส่วนรวม
ไม่ใช่การปกครองโดยเสียงข้างมากที่เห็นแก่ตัวและผลประโยชน์ระยะสั้น...



