
เกาะติดสนามเลือกตั้ง-ยกแรกก็ทำท่าจะหน้าคะมำ
การเมืองในช่วงนี้ จะต้องมองกันแบบช็อตต่อช็อต กำหนดเวลาในการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่ายนั้น ว่ากันเป็นระยะสั้น กลาง ยาว และนี่คือช่วงแรก หลังเปิดตัวปาร์ตี้ลิสต์เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้พรรคเพื่อไทยยิ้มออกกันถ้วนหน้า
ทว่าการให้สัมภาษณ์ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุด ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ถูกตีความไปในหลายแง่มุม โดยเฉพาะประเด็นความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
"ยังไม่ทราบ แต่การเลือกตั้งเป็นเสียงของประชาชน" ยิ่งลักษณ์ตอบอย่างนั้น
นั่นอาจเป็นเพราะคำถามนั้นจับเอาประเด็นที่หนังสือพิมพ์มติชน ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายที่ส่ง ยิ่งลักษณ์ เป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ดันบอกว่า "คนเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่จำเป็นต้องเป็นปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1"
ทักษิณ ให้เหตุผลว่า ได้คิดไปคิดกลับอยู่หลายอย่าง อย่างแรกคือ การเมืองไทยเป็นระบบการทำลายล้าง ทำลายผู้นำ ใครขึ้นเป็นผู้นำจะต้องถูกทำลาย เรื่องจริงบ้าง ไม่จริงบ้างก็ทำลาย ก็มีความรู้สึกสงสารน้อง เป็นผู้หญิงด้วย
ทักษิณ อาจให้สัมภาษณ์ไปเพราะความเป็นห่วงน้องสาว แต่หารู้ไม่ว่า คำพูดของทักษิณ กลับแสดงให้เห็นว่า มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดผู้ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งน่าจะเป็นผลลบแก่น้องสาว ผู้ที่เพิ่งจะรับรู้ผลสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆ ว่า คะแนนกำลังดีวันดีคืน
ไม่ใช่แค่ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กระทั่ง "คนนอก" ที่รัฐธรรมนูญห้ามเอาไว้ ทักษิณก็ยังหยิบยกเอามาพูดว่า เคยทาบทามมาเป็น "ว่าที่นายกฯ"
นี่เท่ากับว่า ท้าทายความรู้สึก ท้าทายการตัดสินใจว่า หาก "สั่งได้" ขนาดนี้แล้ว ประชาชนจะยังโหวตให้หรือไม่ ?
ขณะเดียวกัน จะสร้างผลกระทบต่อจิตใจน้องสาว ที่ยังจะยืนระยะให้ถึงวันที่ 3 กรกฎาคมได้หรือไม่ อย่างไร?
นั่นอาจเป็นเพราะคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์ ยังคงเดินในรูปแบบเก่าๆ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการหาเสียงยังคงเป็นไปในลักษณะที่ไม่เปลี่ยนแปลงจนเห็นได้ชัด
ซ้ำจะออกไปในทางลบ เพราะการเดินสายหาเสียงของผู้นำพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่เพียงต้องเจอกับคนเสื้อแดง แต่ยังมีกลุ่ม "โหวตโน" มายกป้ายกวนใจอีกต่างหาก
ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความจริงแล้วเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเอามากๆ หากใช้วิธีการที่ผิดเพี้ยนไปเพียงแค่เล็กน้อย เหตุการณ์อาจบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไข
ขณะเดียวกันความได้เปรียบในฐานะเป็นรัฐบาลรักษาการก็ไม่ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่
การแจ้ง "ขอลากิจ" เพื่อไปทำกิจกรรมทางการเมืองของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อาจจะถูกใจกกต. แต่ไม่มีผลต่อความรู้สึกที่จะนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนเลยสักนิด
โดยเฉพาะพลังเงียบที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งหวัง !
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ทีมงานด้านยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของพรรคประชาธิปัตย์และคีย์แมนของพรรค อาจมีปัญหาในเรื่องการทำงานที่สอดประสาน เพื่อดึงเอาจุดแข็งมาใช้เป็นประโยชน์
ยิ่งเห็น กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เดินเครื่องนโยบายซื้อใจคนชั้นกลาง โดยเฉพาะการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตผ่านแบงก์รัฐหมื่นล้าน โดยไม่มีเงาของนายกรัฐมนตรีไปร่วมเปิดงาน ก็ยิ่งทำให้คนสงสัยว่า "งาน" แบบนี้ ในจังหวะนี้ มันเกิดอะไรขึ้น
ทั้งที่รัฐบาลใช้กระทรวงการคลังขับเคลื่อนนโยบายในลักษณะนี้มาโดยตลอด แต่กลับไม่ฉกฉวยโอกาส
ยังไม่นับถึงการประเมินก้าวย่างของคู่แข่งว่าช่วงนี้มีอะไรออกมา ในจังหวะไหน นอกจากจะหยันแต่เพียงว่า ทักษิณ เป็นคนคิด ยิ่งลักษณ์ คือนอมินี
แต่ก็เอาเถอะ...ยังพอมีเวลาที่ทั้งสองฝ่ายจะงัดมุกเด็ดมานำเสนอเพื่อซื้อใจประชาชน หลังสมัครส.ส.เขต คงได้เห็นกันอีกยก



