ข่าว

มาร์คปลุกลูกพรรคอย่าหวั่นผลโพลล์

มาร์คปลุกลูกพรรคอย่าหวั่นผลโพลล์

23 พ.ค. 2554

"อภิสิทธิ์" ปลุกลูกพรรค ปชป.อย่าหวั่นผลโพลล์ แนะให้อยู่กับความเป็นจริงตอนนี้ยังถือว่าเสมอ นำทัพประกาศ 4 นโยบายปชป.ดึงคะแนนกทม. อ้อนให้เลือกส.ส.ทั้ง 33 คนเข้าสภาชี้เป็นพื้นที่ตัววัดใครชนะ ใครแพ้

(23พ.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งลากิจ 3 ชั่วโมงคือช่วงเวลา 12.00-15.00 น. นำแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฯ ร่วมงานเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. กทม. ของพรรคในระบบเขตทั้ง 33 คน จาก 33 เขตเลือกตั้ง รวมทั้งประกาศนโยบายพรรคในกทม. ที่สนามฟุตบอลในร่ม “ Arena10 ” ในซอยทองหล่อซอย 10 โดยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัครทุกคนสวมเสื้อโปโลสีขาวที่สกรีนที่หน้าอกเสื้อข้างขวาเป็นเบอร์ 10 และข้างซ้ายเป็นโลโก้ของพรรค ส่วนด้านหลังเสื้อสกรีนชื่อ “อภิสิทธิ์” พร้อมกับมีเบอร์ 10 ขนาดใหญ่ด้วย ทั้งนี้นโยบายที่มีการประกาศในวันนี้มี 4 ด้านคือ 1. ครอบครัวมั่นคง 2. เดินทางสะดวก 3. กวาดล้างยาเสพติด และ 4. เพิ่มรายได้ลดค่าใช้จ่าย

   จากนั้นเวลา 13.10 น. นายอภิรักษ์ก็ได้ขึ้นเวลากล่าวแนะนำตัวผู้สมัครรายบุคคล และถัดจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้ขึ้นเวทีกล่าวบนเวทีว่า พวกเราพรรคประชาธิปัตย์และคนกทม.ผูกพันกันมาช้านาน ตั้งแต่อดีตที่มีการก่อตั้งพรรคจนถึงปัจจัน และสนามการเลือกตั้งในกทม.นั้นพรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญมาโดยตลอด และคนกทม.ก็สร้างนักการเมืองคุณภาพในนามพรรคประชาธิปัตย์จำนวนมาก ทั้งที่สามารถทำงานในระดับชาติเป็นผู้นำรัฐบาลและเป็นหน้าตาของประเทศได้ อยากจะเรียนว่าเป็นความผูกพันที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งหลายครั้งหลายหน ทั้งนี้ระยะที่ผ่านมาคนกทม.ให้ความกรุณามากในการเลือกตั้งปี 2550 ที่ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ชนะมากที่สุด มากกว่าพรรคอื่น ให้คนมาทำงานในกทม.ทั้งนายอภิรักษ์และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ตลอดจนรับใช้สภาท้องถิ่นทั้งสก.และสข.

 “แม้บางยุคบางสมัยเป็นยุคที่มีปัญหาบ้างพรรคประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาน้อย แต่ก็ไม่เคยล้มหายตายจากไปจากกทม. ทำให้รู้ว่าการทำงานต้องต่อเนื่องสม่ำเสมอ ยามใดเราทำงานพึงพอใจก็ได้รับการไว้วางใจจนล้นหลาม ยามใดไม่พอใจก็แสดงออกชัดเจนผ่านการเลือกตั้ง แต่ความสัมพันธ์และความผูกพันไม่สามารถตัดขาดจากกันได้ ซึ่งในจำนวนผู้สมัคร 33 คน มีคนอาสาตัวเข้ามาเป็นครั้งแรก 12 คน ส่วนผู้แทนที่เคยรับใช้คนกทม.หลายคนก็ไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรค ทำหน้าที่รับใช้คนกทม.และคนไทย”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

   หัวหน้าปชป. กล่าวถึงนโยบายของพรรคว่า นโยบายสี่ด้านที่ชัดเจนที่มีผลกับคนกทม.โดยตรงและส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยสองด้านแรกเป็นปัญหาเร่งด่วนที่อยู่ในใจคนทั่วประเทศ คือเรื่องค่าครองชีพและยาเสพติด ทั้งนี้การแก้ปัญหาค่าครองชีพตนทราบดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์นำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจมาครั้งหนึ่งแต่ต้องเจอปัญหาใหม่เมื่อเจอกับปัญหาปากท้องของแพง เป็นเรื่องไม่ยากที่จะบ่นเรื่องของแพง แต่ไม่ใช่เรื่องงายที่จะแก้ไข

   “พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยโกหกประชาชน แต่เราแน่วแน่ในจุดยืน สินค้าทุกอย่างมีกลไกและมีความจำเป็นต่อการดำรงชีพเราสู้จนถึงที่สุดไม่ให้มันขึ้นราคา ทั้งแก๊สหุงต้มและน้ำมันดีเซล ที่มั่นคงทุกยุคว่าเราต้องต่อสู้และตรึงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งพรรคอื่นเขาไม่มั่นคงเรื่องนี้ วันนี้เขาโจมตีเรื่องของแพง แต่เขาลืมว่าในการอภิปรายในสภาเขาต่อว่าทำไมไปตรึงดีเซล เขาสบประมาทว่าไม่สามารถตรึงได้ แต่เราทำจริงและทำได้ สินค้าบางตัวพยายามแก้ปัญหาให้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อย่างน้ำมันพืช ยอมรับว่าช่วงแรกของขาดตลาด แต่ใครที่มาพูดว่าชี้นิ้วแล้วราคาสินค้าอยู่เท่าไหนได้   แต่เมื่อฝืนราคามากเกินไปก็ขาดตลาด ปัญหาก็จะมากกว่าของแพง ก็จึงต้องตรึงราคา แต่ท่ามกลางภาวะน้ำมันในตลาดโลกสูงและดัชนีอาหารในโลกสูงเราต้องต่อสู้ต่อไป ทั้งนี้สินค้าบางตัวใช้วัดว่าของแพง เช่น ไข่ไก่ ขณะนี้รัฐบาลประกาศเป็นค้าควบคุมและไล่ดูว่าที่ก่อนหน้านี้ราคาพุ่งสูงขึ้นมาจนราคาหน้าฟาร์มสูงตอนนี้ก็ต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ราคาลง

 “และใครที่บอกว่าเราคิดได้แค่ว่าชั่งกิโล แต่นั่นเป็นแค่ทางเลือกให้ประชาชน หลายจังหวัดได้ประโยชน์เพราะไม่มีค่าคนกลาง ไม่มีค่าขนส่งบรรจุหีบห่อ ใครบอกว่าจะยกเลิกไข่ชั่งกิโลแสดงวาไม่ได้เดินตลาดแต่ฟังพวกเดียวกันสร้างกระแสเท่านั้นเอง ถึงยกเลิกหรือไม่ก็ไม่ได้ทำให้ไข่ถูกลง เราก็เดินหน้าสู้ต่อไป และกำลังจะทำเรื่องหมู ไก่ ที่มีปัญหาราคาแพง “นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เรายืนยันว่าทำได้คือภาระตรงไหนลดได้ก็ลดให้และเราทำมาแล้ว อาทิ นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และสุดท้ายเราต้องเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ซึ่งในต่างประเทศของแพงแต่รายได้สูงเขาจึงไม่บ่น เราจึงจะเลิกบริหารด้วยการเลิกการกดค่าแรงและจะทำจริงในเรื่องนี้ ซึ่งสิ่งที่เราเสนอเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ แต่เราไม่ได้บอกว่าขึ้นค่าแรงจนธุรกิจและรัฐบาลเจ๊ง ดังนั้นตัวเลขของเราขึ้นค่าแรง 2 ปี 25% ที่ผ่านการศึกษามาจริงจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพ บวกกับการขึ้นเงินเดือนข้าราชการและเพิ่มกำไรให้เกษตรกรด้วยโครงการประกันรายได้ ส่วนนโยบายปราบยาเสพติตดก็จะช่วยให้ลูกหลานของท่านปลอดจากยาเสพติด

   นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึง นโยบายแก้ไขปัญหาจราจรว่าหัวใจสำคัญของทุกเมืองใหญ่คือระบบขนส่งมวลชน ซึ่ง 7-8 ปีที่ผ่านมาเห็นการหาเสียงเรื่องรถไฟฟ้าจนจำไม่ได้ว่ากี่สี เป็นการพูดแต่ไม่ได้สร้าง และบางพรรคเป็นรัฐบาลตั้งนาน ไม่สร้าง แถมยังไปขวางตอนนายอภิรักษ์เป็นผู้ว่ากทม.จะก่อสร้างต่อไปจนฝั่งถึงธนฯ และเป็นรูปธรรมครั้งแรกโดยฝีมือคนพรรคประชาธิปัตย์ และในวันนี้มีอีก 250 กิโลเมตรก็เดินหน้าสร้างเต็มที่ในรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และในกทม.จะเดินหน้า โดยมีการเชื่อมโยงกับรถเมล์ที่เด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการจะได้ขึ้นฟรีโดยใช้ระบบตั๋วร่วมกับรถเมล์ และการโดยสารทางเรือ

   นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ตนไม่เห็นด้วยที่เราจะนำเอาภาษีอากรไปช่วยคนให้ซื้อรถคันแรก ถามว่าทุกวันนี้ปัญหาการจราจรยังไม่พอหรือ แต่หากจะซื้อก็ไม่ว่าแต่ถามว่าทำไมต้องนำภาษีไปช่วย ทั้งนี้ตนเห็นว่าบ้านเป็นปัจจัยสี่มากกว่าเพราะเราดูปัญหาให้ครบถ้วนรอบด้าน ดังนั้นในด้านที่ 4 คือความมั่นคงของชุมชนในกทม. ที่หลายเรื่องพันกับนโยบายด้านอื่น ทั้งบ้านมั่นคง การแก้หนี้นอกระบบรอบสอง หรือลานกีฬา

   “อย่างน้อยผู้สมัคร 21 คนรู้พื้นที่อย่างดีในการทำงานประสานงาน ส่วนอีก 12 คน มีความมุ่งมั่นตั้งใจรับใช้ประชาชน มั่นใจว่าระบบของพรรคจะเข้ามาสานต่อสิ่งเหล่านี้ด้วยความรวดเร็ว และในแต่ละวันเขามีโพลล์ออกมา หลายคนเป็นห่วงบอกว่าเดี๋ยวเราชนะเดี๋ยวเราแพ้ แต่พวกเราไม่หวั่นไหวครับ เราอยู่กับความเป็นจริง และบอกความจริงมาตลอด โพลล์ทุกสำนักขณะนี้บอกว่าแข่งแล้วมันคู่คี่กัน ถ้าพูดศัพท์ทางวิชาการบางอันแล้วบอกว่าไม่เท่ากับนัยยะสำคัญทางสถิติ เพราะว่าโพลล์มันเป็นการประมาณการเท่านั้นเอง ห่างกันขนาดนี้ก็ถือวาเสมอกันนั่นแหละ”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

   นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สนามเลือกตั้งกทม.อาจจะเป็นสนามที่ชี้ขาดว่าใครชนะใครแพ้ อย่างที่ตนบอกว่าอาจจะเฉือนกันไม่กี่ที่นั่ง   แล้วถ้าสองพรรคใหญ่แข่งขันกันในกทม. เขตไหนเลือกพรรคหนึ่งเท่ากับบวกหนึ่งให้พรรคนั้นและลบหนึ่งให้อีกพรรคหนึ่ง ดังนั้นสนามนี้สำคัญมาก วันนี้คนกทม.จะเป็นผู้ชี้ชาดว่าใครจะชนะการเลือกตั้งแล้วประทศจะเดินไปทางไหน  ดังนั้นตนเป็นคนไม่ค่อยขออะไร แต่ขอแค่ให้เลือกเข้ามา 33 ที่นั่ง ซึ่งหลายพื้นที่เรารับใช้คนกทม.อยู่แล้ว แต่หลายพื้นที่เราไม่มีโอกาสมานานนับ 20-30 ปี

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวถึงผู้สมัครกทม.รายเขต อาทิ พื้นที่ดอนเมือง บางเขน สายไหม ทั้งนี้ในเขตสายไหมและบางเขนที่จริงเรามีสก. แต่คนอาสาตัวเข้ามาสองคนนั้นผ่านสนามรบมาแล้วครั้งหนึ่งบาดเจ็บเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นนายวิทเยนทร์   มุตตามระ ผู้สมัครส.ส.เขตบางเขน หรือนายก้องศักดิ์ ยอดมณี ผู้สมัครส.ส.เขตสายไหม ส่วนเขตดอนเมือง นายแทนคุณ จิตอิสระ คนทั่วประเทศรู้จัก และเป็นคนหนุ่มที่คิดดีทำดีมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งดีดีให้เกิดขึ้นในสังคม แต่เขาพิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่แค่คิดดีทำดีแต่เขาเด็ดเดี่ยวในการอาสาตัวไปรับใช้คนเขตดอนเมือง ตนเชื่อว่าเขารู้เท่ากับตนในการรู้ว่าเขาต้องเจออะไรแต่เขาก็อาสาตัวมา

   ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นเวลา 14.10 น. นายอภิสิทธิ์ได้นำผู้สมัครทั้ง 33 คนลงจากเวทีมาด้านล่างที่เป็นสนามฟุตบอลหญ้าเทียมและเดินไปเป็นกลุ่มพร้อมกันไปยังด้านหน้ากรอบเขตโทษหน้าประตูฟุตบอล(โกลล์) เพื่อเป็นการประกาศเชิงสัญลักษณ์ ว่าผู้สมัครทุกคนลงสู่สนามเลือกตั้งแล้ว และถัดมานายอภิสิทธิ์ได้นำลูกฟุตบอลมาตั้งที่กรอบเขตโทษและยิงลูกฟุตบอลด้วยเท้าขวาเข้ากลางประตูโดยที่ไม่มีผู้รักษาประตู ซึ่งในสนามก็มีการประกาศเชิงสัญลักษณ์อีกว่า พรรคประชาธิปัตย์ยิงนำไปแล้ว 1 ต่อ 0 แต่ปรากฏว่ามีช่างภาพบางคนเก็บภาพยิงประตูไม่ทัน นายอภิสิทธิ์จึงยิงอีกลูกด้วยลูกการยิงไขว้ส่งฟุตบอลไปสู่ก้นตาข่าย เป็นอันเสร็จกิจกรรมในวันนี้

ยันได้เก้าอี้ส.ส.อีสานเพิ่มชัวร์

 นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงผลสำรวจของโพลล์สำนักต่างๆที่ระบุว่าคะแนนนิมยมของพรรคเพื่อไทยนำพรรคประชาธิปัตย์ ว่า   “ผมยังยืนยันว่าคะแนนของทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังสูสีกัน ทั้งนี้ต้องไปดูหลักสถิติ ทุกโพลล์ขณะนี้ที่แพ้-ชนะกันก็อยู่ในช่วงที่เรียกว่านัยยะทางสถิตินั้นน้อยมาก อย่างผลสำรวจของเอแบคโพลก็ระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์นำ 5% ส่วนสวนดุสิตโพลล์ พรรคเพื่อไทยนำอยู่ 4-5% ก็อยู่ในช่วงเดียวกันไม่เห็นมีอะไร ส่วนโพลล์ระหว่างผมกับคุณยิ่งลักษณ์ ตัวเลขก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น ”

 เมื่อถามว่าไม่หวั่นไหวกับผลสำรวจของโพลล์ที่ออกมาใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรต้องหวั่นไหว ตนดูตัวเลขเป็นเรื่องปกติมาก และไม่คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องปรับยุทธศาสตร์ เมื่อถามว่าทำไมจึงคิดว่าพื้นที่ กทม.จะเป็นตัวชี้ขาดผลแพ้-ชนะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เพราะสนาม กทม.ค่อนข้างจะแข่งขันกันเข้มข้นระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค แต่ละเขตถ้าใช้ภาษาง่ายคือไปและกลับ ถ้าฝ่ายหนึ่งบวก 1 อีกฝ่ายก็จะลบ 1   และถ้าหากสูสีกันมากๆ ชนะกัน 3 - 4 ที่นั่ง แค่ 3 เขตเลือกตั้งก็เปลี่ยนผลแล้ว   เมื่อถามย้ำว่าแสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะทุ่มเน้นพื้นที่ กทม.ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่เป็นเช่นนั้น แต่จะเดินหน้าขอคะแนน เพราะทุกคะแนนเสียงมีความหมายทั้งนั้นสำหรับ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ เราก็เดินหน้าทำทุกพื้นที่

   เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความหวังมากน้อยแค่ไหนกับเก้าอี้ ส.ส.ในกทม. หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คิดว่าคะแนนโดยพื้นฐานทั้งพรรคประชาธิปัตย์และเพื่อไทยต่างก็มีโอกาส เพราะห่างกันไม่มาก และโพลต่างๆก็บ่งชี้ออกมาอย่างนั้น แต่ถ้าดูตามแผนที่เขตยิ่งอยู่กลางเมืองเท่าไหร่ ดูเหมือนคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์จะเหนือกว่าพรรคเพื่อไทยมาก แต่พื้นที่ข้างนอกก็เริ่มใกล้เคียงมากขึ้น ส่วนบริเวณรอบนอกพรรคประชาธิปัตย์ก็จะเป็นรอง ดังนั้นผู้สมัคร ในกทม.ทุกคนต้องทำงานหนัก
 
 เมื่อถามว่าจะวางยุทธศาสตร์ของพรรคในพื้นที่ที่เป็นรองพรรคเพื่อไทยอย่างไรเพราะส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครหน้าใหม่เกือบทั้งสิ้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า วันนี้ยืนยันว่าเราได้เสนอตัวผู้สมัครแล้ว และจะไปช่วยกันรณรงค์ในพื้นที่ที่เป็นรองอยู่ก็ต้องช่วยกันมากหน่อย

   เมื่อถามต่อว่าทำไมจึงเน้นให้ความสำคัญกับพื้นที่กทม.มากกว่าภาคอีสานที่ใหญ่กว่าและมีจำนวน ส.ส.จำนวนมาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนให้ความสำคัญและมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ส.ส.อีสานของพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นแน่นอน เหตุผลเพราะตนฟังมาจากการลงพื้นที่ของทีมงาน แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเพิ่มขึ้นกี่ที่นั่ง และตนคิดว่าปัจจัยที่จะทำให้ส.ส.ภาคอีสานของพรรคเพิ่มมากขึ้นนั้นจากงานที่ทำ เพราะที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีโอกาสได้สื่อสารกับประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานมากเท่าไหร่ เนื่องจากไม่มีผู้แทน ทำให้ไม่มีโอกาสทำงานในฐานะฝ่ายบริหารทำให้ประชาชนสัมผัสพรรคประชาธิปัตย์ได้น้อยมากว่าเรามีจุดยืนในการทำงานอะไรให้กับประชาชน แต่ 2 ปี ที่ผ่านมานโยบายที่สัมผัสได้มากโดยเฉพาะนโยบายการประกันรายได้ นโยบายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายด้านการศึกษาเป็นที่ยอมรับ ซึ่งตนค่อนข้างมากมั่นใจว่าในภาคอีสานส่วนใหญ่เลือกนโยบายประกันรายได้มากกว่าที่จะยกเลิก

 เมื่อถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย แบ่งพื้นที่ภาคอีสานกันอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้แบ่งพื้นที่กัน ต่างคนต่างรณรงค์หาเสียงกันเต็มที่ไม่มีการแบ่งพื้นที่กัน และเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาก็จะบ่งบอกเองว่ามวลชนคนเสื้อแดงมีผลต่อพื้นทีภาคอีสานมากน้อยแค่ไหน เมื่อถามว่าที่มั่นใจว่าจะได้ ส.ส.ภาคอีสานเพิ่มเพราะมีอดีต ส.ส.ย้ายมาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์มากขึ้นใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นตัวสะท้อนและจากการสำรวจ วิจัยต่างๆ ที่มีเรื่องการยอมรับในเรื่องของนโยบาย แต่ต้องใช้เวลาที่จะได้ส.ส.เพิ่มขึ้นในภาคอีสาน

 เมื่อถามว่าขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าหาคะแนนเสียงในกทม.แต่พื้นที่ภาคอีสานกลับดูเหมือนจะไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ใช่เช่นนั้น การหาเสียงก็ทำปกติในพื้นที่ภาคอีสาน ตอนนี้ตนมีแผนที่จะลงพื้นที่ไม่วันเสาร์ก็อาทิตย์ที่จะถึงนี้ ส่วนจะลงพื้นที่แบบคาราวานค้างคืนหรือไปแบบเช้าเย็นกลับนั้น ขึ้นอยู่กับกำหนดการ และการลากิจของตนซึ่งมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่าง เช่นในวันที่ 24 พ.ค.ในวันลงสมัครรับเลือกตั้งระบบเขตพื้นที่ตนก็จะไปช่วงก่อนเวลา 08.30น.ก็จะใช้เวลานอกราชการ   อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองต่างก็มีมวลชนทำงานในพื้นที่
 
 เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ภาคอีสานกังวลหรือไม่ว่าจะมีปัญหาเรื่องของคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าหวังว่าไม่มี เพราะอยากเห็นการเลือกตั้งเรียบร้อย แต่ก็อยู่ที่การกำหนดท่าทีของเขา

 ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรกับคำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ระบุว่าแม้พรรคเพื่อไทยแพ้ก็จะไม่มีการแก้แค้น แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องไม่มีการโกงการเลือกตั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ตนยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ว่าไปแค้นกันเรื่องอะไร สำหรับตนและหลายๆพรรคการเมืองขณะนี้ไม่มีใครพูดเรื่องแค้น ต้องการเดินหน้าประเทศ มีเพียงพรรคเดียวที่พูดถึงเรื่องแค้นแล้วจะแก้หรือไม่แก้อะไรต่างๆนานา ส่วนเรื่องโกงการเลือกตั้งนั้น ยืนยันว่าไม่มีใครโกง และบอกพ.ต.ท.ทักษิณได้เลยว่าเลือกตั้งปีนี้ไม่เหมือนเมื่อปี 2548

   เมื่อถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทยเองก็แสดงวิสัยทัศน์เน้นย้ำว่าจะเข้ามาแก้ไขแต่ไม่มีการแก้แค้น   นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องไปถามพรรคเพื่อไทยอย่ามาถามตน   ส่วนที่เวทีคนเสื้อแดงยังคงมีการพูดว่าจำเป็นต้องมีการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในเดือนเม.ย.-พ.ค.53 รวมทั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แกนนำพรรคเองก็ระบุว่าจะมีการย้ายผู้ว่าฯชลบุรีทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสื่อต้องไปสอบถามว่าเป็นอย่างไรที่ออกมาพูดว่าจะไม่มีการแก้แค้น แต่กลับมีแกนนำเสื้อแดงอยู่ในส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อและแสดงจุดยืนมาโดยตลอด พรรคเพื่อไทยก็ต้องชี้แจงประชาชน ขณะที่พรรคประชาธิ ปัตย์ต้องการให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นปัญหาของประชาชน จึงไม่มีการมาพูดเรื่องการแก้แค้นหรือไม่แก้แค้นกับใคร เพราะต้องการเดินหน้าแก้ปัญหาประชาชน

   ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายอภิชาติ สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีดุลพินิจว่าการที่คนเสื้อแดงไปชูป้ายและตะโกนขับไล่นั้นไม่ถือเป็นความผิดเพราะไม่มีการทำร้ายร่างกาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นผู้เล่นก็ต้องเคารพกรรมการ

ปชป.ชี้นิยม“อภิสิทธิ์"ยังเหนือ“ยิ่งลักษณ์"

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีผลสำรวจความนิยมระหว่างนายอภสิทธิ์ กับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่มีการระบุว่าความนิยมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่มขึ้นนั้นว่า รายงานขณะนี้ยังมีความสับสนในข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตัวเลขดัชนีความเป็นผู้นำที่มีการสร้างความเข้าใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการพลิกโผ ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาทิ การสำรวจดัชนีความเป็นผู้นำ4 ด้าน ใน 2 ครั้งที่ผ่านมา ระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์กับนายอภิสิทธิ์ จากสำนักวิจัยเอแบคโพล ที่ระบุว่า 1. ในด้านการควบคุมอารมณ์ คะแนนของนายอภิสิทธิ์ลดลงจาก 53.7 เหลือ 51.5 ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มขึ้นจาก 9.7 เป็น 16.2

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า 2. ด้านความเป็นที่ยอมรับ นายอภิสิทธิ์ลดลงจาก ร้อยละ49.6 เป็นร้อยละ 47 ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพิ่มจากร้อยละ11.3 เป็นร้อยละ 17.7    3. ด้านจริยธรรมทางการเมือง ที่คะแนนของนายอภิสิทธิ์ลดลงจากร้อยละ46.9 เป็น ร้อยละ44.3 ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 11 เป็น ร้อยละ16.4    4. ด้านความเป็นผู้นำ ที่นายอภิสิทธิ์เพิ่มจากร้อยละ 48 เป็นร้อยละ 48.5 ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เพิ่มจากร้อยละ 12.9 เป็น ร้อยละ20.4 ทั้งนี้ แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ยังมีคุณสมบัติเหนือกว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ทุกๆด้าน ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์เนื่องจากเพิ่งมีการประกาศตัว จึงเป็นปกติที่จะมีคะแนนปรับขึ้นสะท้อนการรับรู้ของประชาชน  

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในช่วงแรกของการแข่งขัน ดังนั้นจึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แต่สิ่งสำคัญคือนโยบายพรรค โดยการเลือกตั้งที่จะตัดสินใจบนแนวทางที่แตกต่างกันระหว่าง นายอภิสิทธิ์ ที่จะนำพาประเทศชาติเดินไปข้างหน้ากับน.ส.ยิ่งลักษณ์ที่จะเริ่มต้นกระบวนการล้างผิดทางการเมือง ที่อาจจะนำความวุ่นวายให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง