ข่าว

"จิ๋่ว"ชี้พท.ไม่มีเจตนาละเมิดสถาบันฯ

"จิ๋่ว"ชี้พท.ไม่มีเจตนาละเมิดสถาบันฯ

23 พ.ค. 2554

"บิ๊กจิ๋่ว" ระบุ เพื่อไทย ไม่มีเจตนาละเมิดสถาบัน เปลี่ยนแปลงการปกครอง อ้างสถานการณ์พาไป จนเกิดความผิดพลาดหลายครั้ง จึงต้องเสียสละตัวเอง ลาออกเพื่อไทย ยัน ปัญหาปรองดอง คือภารกิจชีวิตที่เหลือต้องทำให้เสร็จ

(23พ.ค.) เวลา 09.30 น. ที่โรงแรมรามาการ์เดนท์ พรรคความใหม่ จัดสัมมนากับสมาชิกพรรคและผู้สมัครของพรรค โดยเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐา นะอดีตหัวหน้าพรรค ผู้ก่อตั้่งและประธานที่ปรึกษาพรรค  มาบรรยายในหัวข้อ "การปกครองแบบประชาธิปไตย ในกระแสสูงสถานการณ์ปฏิวัติ" ว่า ที่ตนเข้าพรรคเพื่อไทย 1.เพื่อพิสูจน์ว่าพรรคนี้คนใส่เสื้อสีนี้หรือคนที่อยู่ต่างประเทศ มีความจงรักภักดีหรือไม่ 2.ต้องการเข้ามาแก้ความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ 3.ต้องการแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 4.สร้างความเข้าใจและความสมานฉันท์กับประเทศเพื่อนบ้าน 5.ต้องการแก้ไขปัญหาความยากจน

 แต่วันนี้ที่ต้องลาออกจากพรรคเพื่อไทย เพราะต้องการรักษากระบวนการส่วนใหญ่คือกระบวนการของนปช.ที่มุ่งหวังเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่เป็นธรรม คนเสื้อแดงจะโตขึ้นทุกวัน ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสันติ และต้องรักษาสถาบันของชาติโดยเฉพาะสถาบันที่เราเคารพบูชา แต่เมื่อคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวมีการจัดตั้งขึ้น คนที่ขึ้นไปพูดตนเชื่อในความบริสุทธิ์ใจ เขาไม่ต้องการล่วงละเมิดสิ่งที่เราเคารพ ซึ่งตนรู้จักพวกนั้นทุกคนดี แต่ด้านสภาพแวดล้อมกลับให้มีความผิดพลาดอยู่บ่อยครั้ง ตนจึงได้เตือนได้บอกกับคนพวกนั้นเสมอมา แต่กลับไม่มีการปฏิบัติหรือแก้ไข ตนจึงเกรงว่าถ้าสภาพของคนเสื้อแดงยังเป็นแบบนี้ ตนจึงตัดสินใจลาออกเพื่อให้คนเสื้อแดงหันหลังกลับมาเห็น ดังนั้นจึงเป็นการเสียสละเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

 พล.อ.ชวลิต กล่าวอีกว่า การที่ตนออกมาจากพรรคเพื่อไทย มีเหตุผลอะไรที่ต้องออกมานั่งอยู่เฉยๆ แต่หัวหน้าพรรคความหวังใหม่ได้ไปขอร้องให้ไปช่วย ให้กลับมาสร้างความหวังใหม่ให้ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต นั่นคือสิ่งที่ตนได้บอกกับพวกเราให้ยืนอยู่ตรงกลาง ซึ่งตนมองเห็นทุกพรรคการเมืองเป็นเพื่อนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นอกจากนี้ตนต้องทำภารกิจทางประวัติศาสตร์ ภารกิจชีวิตที่ยังเหลืออยู่ให้เสร็จสิ้นให้ได้ วันนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรพวกเราเห็นๆกันอยู่ สิ่งสำคัญที่น่าเป็นห่วงคือยังไม่มีพรรคการเมืองใดจะเสนอตัวมาแก้ความขัดแย้ง มีแต่ประกาศจะขายนโยบายเรื่องการสร้างเมือง สร้างนักกีฬา สร้างรถไฟฟ้า แต่ไม่มีการสร้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข จึงจะแก้ปัญหาที่มีการเขียนบนป้ายหาเสียงเป็นหมื่นๆ แสนๆ ป้ายได้

 องค์กรที่จะแก้ไขปัญหาได้คือ 1.สถาบันสูงสุด เมื่อใดที่สถาบันสูงสุดได้เสด็จลงมา วันนั้นพวกเราคงจะเคยเห็นมาแล้ว ตนเชื่ออย่างที่ทุกคนเชื่อพระองค์ไม่ทิ้งพวกเราแน่นอน 2.สถาบันทหาร ที่ผ่านมากองทัพได้เข้ามาทำงานแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอยู่หลายครั้งในรูปแบบการรัฐประหาร ยึดอำนาจ เมื่อมีการรัฐประหารก็มีการเขียน รธน.ใหม่อีก 18 ฉบับ ถ้าเราจะมีฉบับที่ 19 และ 20 คงไม่เป็นไร แต่ตนคิดว่าลูกหลานทหารคงไม่ทำอีกแล้ว นอกจากนี้ ตนเคยปราบรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้งในช่วงที่พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ ตนจึงไม่อยากทำและมีการต่อต้านมาตลอด แต่วันนี้รู้สึกเสียดาย ทำเองก็ดี อย่างไรก็ตามเชื่อว่าองค์กรนี้คงไม่กล้ามาทำรัฐประหารอีกนานพอสมควร 3.รัฐบาลปัจจุบันคือรัฐบาลของประชาธิปัตย์ เขาเป็นเพื่อนที่ดี วันนี้การปกครองมีการคอรัปชั่นมาก สถาบันราชการที่เป็นเสาหลักให้บ้านเมืองไม่ว่าจะเป็น ตำรวจ ทหาร ศาล คุก มีปัญหา บางพรรคได้ประกาศจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 250 บาทต่อวัน อีกพรรคหนึ่งประกาศ 300 บาทต่อวัน อีกพรรคก็ประกาศ 400 บาทต่อวัน อีกทั้งมีการประกาศจะเพิ่มกองทุนหมู่บ้านอีกหลายล้านบาท แต่ไม่มีพรรคการเมืองไหนวิเคราะห์ปัญหาชาติได้ถูก ขออย่างเดียวไม่ให้บ้านเมืองแตกแยกโดยมาจากการปกครองที่เป็นธรรม

 พล.อ.ชวลิต กล่าวต่อไปว่า สังคมที่แตกแยก ปัญหาใหญ่คือ การปกครองไม่เป็นประชาธิปไตย ความแตกแยกคือปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข ตนพยายามเอาสิ่งนี้พูดกับรัฐบาลชุดนี้แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ รัฐบาลชุดนี้มีการประกาศโรดแมพ 5 ข้อ รุ่งขึ้น ขึ้นมาตนจึงบอกว่าผิด มีการตั้งคณะกรรมการหลายชุด ทั้งชุดของนพ.ประเวศ วะสี ชุดนายอานันท์ ปันยารชุณ ชุดนายคณิต ณ นคร โดยระบุว่าขอเวลา 3 ปีในการแก้ปัญหา ใช้งบประมาณปีละ 200 ล้านบาท เป็นการใช้งบฯที่มากเกินไป สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาฝ่ายซ้ายและขวาจะมีการตีกันอยู่แล้ว ตนจึงต้องบอกรัฐบาลให้เร่งแก้ไขไม่ให้มีการปะทะ หากมีการปะทะเกิดขึ้นอีก 20 ปีก็แก้ปัญหาไม่ได้ จนเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายน และ 19 พฤษภาคม 2553 ที่เกิเดเหตุปะทะกัน ซึ่งเป็นปัญมาที่ใช้เวลานานจึงจะแก้ได้

 เป็นหน้าที่ของพรรความหวังใหม่ ในยุคของเราที่จะแก้ปัญหาบ้านเมืองให้ได้ โดย 1.กระบวนการต้องเข้มแข็งมีแนวทางชัดเจน ซึ่งสังคมทุนนิยมความขัดแย้งเป็นของนายทุนกับกรรมกร แต่กลับมีการเอาความขัดแย้งไปรวมกับทหาร อำมาตย์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ปัญหาจึงไม่สามารถแก้ไขได้ 2.กระบวนที่จะพูดให้ประชาชนเข้าใจง่าย กระชับ กระทัดรัด ที่ผ่านมาไม่มีพรรคการเมืองใดสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ต้องมีการกระจายอำนาจอธิปไตยไม่ใช่กระจายอำนาจการปกครอง เพราะอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ตนคิดเรื่องนี้มาแล้ว 20 ปี โดยมีการแบ่งเป็น 18 กลุ่มจังหวัดเพื่อให้กระทรวงมหาดไทยแบ่งการปกครองเป็นระดับภูมิภาค หรือเรียกว่ามณฑล โดยให้ผู้ว่าฯเป็นผู้ตรวจราชการจังหวัด แต่อำนาจหน้าที่ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม พรรคความหวังใหม่ไม่ใช่ศัตรูกับพรรคไหน แต่จะทำหน้าที่สร้างความเป็นธรรมให้ถูกต้องให้ได้โดยมีสถาบันหลักของชาติ และสิ่งสุดท้ายต้องให้ทุกฝ่ายเข้าใจในกระบวนการทั้งหมด

 พล.อ.ชวลิต ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เราต้องเป็นกลาง ต้องให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหา จะให้ต่างคนต่างไปคงทำไม่ได้ เมื่อถามว่า ได้มีการประสานพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ หรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกับผู้ใหญ่หลายพรรคการเมือง ส่วนที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ได้เดินสายสร้างความปรองดองก็ทำหน้าที่ดีอยู่แล้ว แต่ตนมีแนวทางปฏิบัติของตัวเอง ทุกคนอาจไม่ได้ตามสิ่งที่ตนเองต้องการทั้งหมด จึงต้องเสียสละเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปได้