
"อยากเป็นสะพานเชื่อมไทย-ญี่ปุ่น"เปิดภารกิจ "ทานาดะ" ประธานหอการค้าญี่ปุ่นคนใหม่
หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ คนใหม่ไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2554 "เคียวอิจิ ทานาดะ" กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดใจถึงการทำงานที่ต้องรับผิดชอบเพิ่มเติมอีกตำแหน่งว่า การรับตำแหน่งดังกล่าวเป็นไปตามข้
โดยในทุก 4 ปี จะมีผู้บริหารของโตโยต้าเข้ามานั่งเป็นประธานหอการค้า 1 ครั้ง ซึ่งในการทำงานตนได้แบ่งสัดส่วนการทำงานในฐานะประธานหอการค้าไว้ 30% และอีก 70% เป็นการทำงานให้โตโยต้า
สำหรับภารกิจหลักในฐานะประธานหอการค้านั้น มีเรื่องเร่งด่วน 3 เรื่องหลักด้วยกัน คือ การช่วยเหลือฟื้นฟูญี่ปุ่นหลังเกิดเหตุสึนามิ โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าสินค้าอาหารจากญี่ปุ่น เพราะมีความกังวลการปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกับสถานทูตญี่ปุ่นในไทย เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลไทยและทำความเข้าใจกับผู้เกี่ยวข้อง ส่วนเรื่องที่สองก็ต่อเนื่องจากเหตุสึนามิ ซึ่งทำให้บริษัทญี่ปุ่นมองหาลู่ทางกระจายการลงทุนออกนอกประเทศ เพื่อลดความเสี่ยง จึงเป็นหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
"ตอนนี้บริษัทขนาดเล็กของญี่ปุ่นสนใจจะเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมาก ในฐานะประธานหอการค้าก็ต้องหารือกับรัฐบาลไทยในการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งเมื่อมีบริษัทญี่ปุ่นเข้า ธนาคารจากญี่ปุ่นก็สนใจตามลูกค้าเข้ามาด้วย โดยขณะนี้ธนาคารกสิกรไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก แต่เรื่องการย้ายฐานผลิตก็ต้องทำให้สมดุล เพราะหากบริษัทย้ายออกจากญี่ปุ่น ก็ส่งผลต่อการว่างงานของคนญี่ปุ่นด้วย"
ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญมากเช่นกันคือ การผลิตและพัฒนาบุคลากร เพื่อรองรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการเข้ามาลงทุน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานที่เป็นวิศวกร และช่างเทคนิค จึงต้องเร่งหารือกับรัฐบาลไทย เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องการพัฒนาสินค้าจากเมืองไทยด้วย ไม่ใช่แค่เป็นฐานการผลิต และหากบุคลากรพัฒนาไม่ได้เมื่อมีภาคอุตสาหกรรมเข้าลงทุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ต่างๆ ก็ทำได้ยาก แม้ว่าในเมืองไทยจะมีคนจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยจำนวนมาก แต่บุคลากรเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการมากนัก
ทั้งนี้ ในส่วนของโตโยต้าแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในส่วนนี้ โดยการตั้งโรงเรียนอาชีวะเพื่อผลิตบุคลากรเอง โดยมีทั้งส่วนที่เป็นช่างเทคนิคและฝ่ายบริการสำหรับแผนกต้อนรับ เพื่อป้อนให้ศูนย์ของโตโยต้าและตัวแทนจำหน่ายด้วย ซึ่งในการเรียนการสอนจะมีการปฏิบัติจริง เมื่อเรียนจบก็มีงานทำแน่นอน ปัจจุบันผลิตได้ปีละ 150 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะความต้องการบุคลากรในด้านนี้โดยรวมน่าจะอยู่ประมาณ 2,000-3,000 คน
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลไทยเข้ามาดูแลคือ เรื่องของภาษี เนื่องจากประเทศไทยมีการเก็บภาษีสูงกว่าประเทศสิงคโปร์ เช่น ภาษีนิติบุคคลของสิงคโปร์อยู่ในระดับ 15% ส่วนของไทยอยู่ที่ 30% แม้ว่าเมื่อเทียบไทยกับประเทศอื่นในเอเชียจะเก็บภาษีในระดับกลางๆ แต่สิงคโปร์ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ซึ่งเมื่อภาษีที่สิงคโปร์ต่ำกว่า ก็ทำให้บริษัทญี่ปุ่นผลิตสินค้าเสร็จก็จะใช้สิงคโปร์เป็นช่องทางในการส่งออก ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ รัฐบาลไทยก็รู้อยู่แล้ว และกำลังศึกษารายละเอียดต่างๆ
"ผมมีภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะเพื่อนร่วมงานที่โตโยต้าในไทยส่วนใหญ่มีความสามารถช่วยแบ่งเบาภาระได้อยู่แล้ว ซึ่งการเข้ามาเป็นประธานหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ ก็สอดคล้องกับความต้องการส่วนตัวของผมที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นอยู่แล้ว" นายทานาดะกล่าว



