ข่าว

จับตา"มือปืนพระกาฬ"ค่าตัวทะลุล้าน !!

จับตา"มือปืนพระกาฬ"ค่าตัวทะลุล้าน !!

23 พ.ค. 2554

โหมดการเมืองเข้าสู่บรรยากาศหาเสียงเลือกตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อพรรคเพื่อไทยเปิดตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 เป็นแคนดิเดตนายกฯ แข่งกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเป็นทางการ

เมื่อชัดเจนแล้วว่า เก้าอี้นายกฯ เป็นการแข่งขันกันระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับ นายอภิสิทธิ์ ขณะที่ในส่วนของพรรคเป็นการแข่งขันกันระหว่างเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ บรรยากาศการแข่งขันในสนามเลือกตั้งจึงร้อนระอุขึ้นมาทันที เพราะต่างก็ "แพ้ไม่ได้" ด้วยกันทั้งคู่

  บทเรียนจากคดีลอบสังหาร นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ทำให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง (ศรส.ลต.ตร.) ต้องทำงานเหนื่อยหนักแน่

 มาตรการที่ชัดเจนที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ในขณะนี้ คือ การจับตา "ซุ้มมือปืน" ทั่วประเทศ โดย ผบ.ตร. สั่งการไปยังกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 ให้เกาะติดมือปืนในบัญชีดำกว่า 100 รายชื่อ

 อย่างไรก็ตาม สำหรับบัญชีรายชื่อ 50 มือปืนที่สตช.ต้องการตัวมากที่สุดก่อนหน้านี้ที่มีค่าหัวหลักแสนเป็นเพียงมือปืนรับจ้างในระดับ "ปานกลาง"

 แต่ถ้าจะเรียกใช้ระดับหัวกะทิ หรือระดับที่หยิบอาวุธแล้ว "ต้องตาย" จะมีสนนราคาค่าตัวตั้งแต่ 7 แสนถึง 1 ล้านบาท !!

 ส่วนบุคลากรใน “กองทัพ” ที่มีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธอยู่มากมาย หลายหน่วยงานก็ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ ดังนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จึงสั่งกำชับไปยัง ผบ.เหล่าทัพ ให้กวดขันเรื่องนี้เป็นพิเศษ

 “การเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังพลของกองทัพต้องเป็นกลาง ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือเข้าไปข้องแวะยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มอิทธิพลในการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด ถ้าใครเข้าไปยุ่งเกี่ยวและกระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย”

 นั่นคือคำยืนยันล่าสุดจาก พล.อ.ประวิตร ที่ไม่ต้องการให้กำลังพลเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองในทางใดๆ ทั้งสิ้น โดยจะเปิดโอกาสให้กำลังพลใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างเต็มที่ โดยจะไม่มีการชี้นำ

 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ และพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ก็ไฟเขียวให้กำลังพลมีสิทธิเสรีภาพในการใช้สิทธิ์ออกเสียงอย่างเต็มที่เช่นกัน

 นอกจากนี้ ยังเปิดกว้างให้ทุกพรรคการเมืองเข้ามาเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงในค่ายทหารเต็มที่ รวมถึงการใช้สื่อวิทยุในเครือกองทัพกว่า 165 สถานี โดยกระทรวงกลาโหมมี 2 สถานี กองทัพบก 126 สถานี กองทัพเรือ 15 สถานี และกองทัพอากาศ 22 สถานี

 ส่วนขั้นตอนที่พรรคการเมืองจะขอเข้ามาเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงในค่ายทหารนั้นจะต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และมีลายเซ็นกำกับจากหัวหน้าพรรคการเมืองว่าประสงค์จะขอเข้ามาใช้สถานที่ของค่ายทหารหาเสียง ซึ่งกองทัพจะจัดสรรเวลาให้อย่างเหมาะสม

 ขณะที่ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) กองบัญชาการกองทัพไทย ก็จัดเตรียมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกรณีฉุกเฉิน หรือเมื่อมีการร้องขอจากพรรคการเมืองให้เข้าไปดูแลความปลอดภัยให้บุคคลสำคัญทางการเมือง แต่ขณะนี้ยังไม่มีการร้องขอเข้ามา

 วงในระดับสูงของกองทัพย้ำว่า พล.อ.ประวิตร และผบ.เหล่าทัพ ย้ำเสมอเรื่องความเป็นกลางทางการเมือง เพราะกองทัพถูกจับตาว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการเลือกตั้ง จึงได้กำชับไปยังกำลังพลของกองทัพว่า หากใครทำผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีทั้งอาญาและวินัยทหาร

ทีมข่าวความมั่นคง