ข่าว

รถเมล์ไทยสายการเมือง

รถเมล์ไทยสายการเมือง

23 พ.ค. 2554

วันก่อน บรรหาร ศิลปอาชา ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ถึงการเมืองหลังการเลือกตั้งไว้น่าสนใจว่าหากมีรัฐบาลใหม่แล้วยังแก้ไขปัญหาในบ้านเมืองไม่สำเร็จ ก็ควรจะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ไปเรื่อยๆ อาจจะ 6 เดือน ยุบสภาทีก็ได้ ไม่ช้าทุกอย่างก็จะเข้ารูปเข้ารอยเอง โดยยกป

 ผมออกจะเห็นด้วยกับคำพูดบรรหารในบางข้อ แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยไปหมดทุกข้อหรอกครับ เพราะสภาพทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ของญี่ปุ่นกับไทยนั้นไม่เหมือนกัน รัฐธรรมนูญและพรรคการเมืองของญี่ปุ่นกับไทยก็ต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตัวนักการเมืองของญี่ปุ่นกับไทย ก็มีวัฒนธรรมทางการเมืองและจิตสำนึกทางการเมืองที่ต่างกันด้วย ดูกันง่ายๆ ก็คือไม่มีนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีของไทยหน้าไหนที่กล้าลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบของตนเมื่อเกิดปัญหาจากความผิดพลาดในการบริหารงานหรือมัวหมองในเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเช่นที่นักการเมืองญี่ปุ่นถือเป็นจารีตปฏิบัติ

 และการยุบสภาเพื่อเปิดทางให้มีการเลือกตั้งใหม่แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ขณะนั้นก็คงจะยื้อกันอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ไม่มีที่จะใจป้ำยอมยุบง่ายๆ หรอกครับ ซึ่งบางทีกว่าถั่วจะสุก งาก็อาจจะไหม้ไปเรียบร้อยแล้ว และที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ หากเอาแต่ยุบสภา โดยไม่ได้ทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเมืองดีขึ้น หรือมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมืองไทยก็จะเหลือแต่นักเลือกตั้ง กับพรรคการเมืองที่มีทุนรอนมหาศาล เพราะพรรคเล็กพรรคน้อย หรือแม้แต่พรรคระดับกลาง ก็จะหมดเนื้อหมดตัวและล้มหายตายจากไปหมดสิ้น ซึ่งสิ่งที่ตามมาอย่างค่อนข้างแน่ชัดก็คือการถอนทุนอย่างมโหฬารของพรรคใหญ่ที่เหลืออยู่ซึ่งได้เข้ามาเป็นรัฐบาล หรือถ้ามีการใช้กลไกพิเศษ เช่นการยุบพรรค แยกกลุ่ม สลายพรรค จนเหลือพรรคการเมืองหนังเหนียวเพียงพรรคสองพรรค ก็ไม่ได้ช่วยให้การเมืองไทยดีขึ้นหรอกครับ

 ผมจึงอยากที่จะเห็นการให้ความรู้ในเรื่องการเมืองและประชาธิปไตยแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง กว้างขวาง และทั่วถึง ไม่ใช่เพียงแค่การรณรงค์ในช่วงเลือกตั้ง เพราะผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลรักษาบ้านเมืองและประชาธิปไตยก็คือประชาชนคนไทย ไม่ใช่รัฐบาล ไม่ใช่นักการเมือง ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และประเทศไทยจะเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงไม่ได้หรอกครับ ถ้าประชาชนไม่รู้จักหรือเห็นคุณค่าของประชาธิปไตย เมื่อใดก็ตามที่คนไทยส่วนใหญ่ตระหนักว่าการเป็นประชาธิปไตยมีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของเขาและประเทศชาติอย่างไร เมื่อนั้นแหละครับเราถึงจะได้การเมืองที่มั่นคงและนักการเมืองที่มีคุณภาพสูงขึ้นตามไปด้วย

 การให้ความรู้แก่ประชาชนในเรื่องประชาธิปไตยอาจจะฟังดูเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องยาก แต่ปัญหาที่ใหญ่และยากกว่านั้นก็คือ นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจริงใจเพียงไรในการที่จะให้ความรู้ตรงจุดนี้ หรือว่าพอใจต่อการที่จะให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าการเมืองก็ดี ประชาธิปไตยก็ดี เป็นเรื่องยุ่งยากและไกลตัวเกินกว่าที่ชาวบ้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยได้ จึงควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมืองเท่านั้น หรือยังคงสร้างค่านิยมในทางที่ผิดๆ ประเภทเงินไม่มากาไม่เป็น

 ครับ ปัญหาทางการเมืองไม่ว่าที่ไหนในโลก ก็ต้องอาศัยเวลา และความอดทน อดกลั้น ทั้งนั้นแหละครับ แต่ก็ควรจะใช้เวลานั้นไปในการสร้างความรู้ และความรักประชาธิปไตย แก่ประชาชนไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่อีกสักกี่สิบครั้ง การเมืองของไทยก็จะยังคงวนกลับมาที่เดิม เหมือนซื้อตั๋วขึ้นรถเมล์สายรอบเมือง รอบแล้วรอบเล่า โดยไม่ได้เดินทางไปไหนไกลเลยล่ะครับ