
บริหารเงินแบบเรยา
ค่ำคืนวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายเกือบทั่วทุกพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้การจราจรช่วงเย็นถึงค่ำติดขัดอย่างหนัก ว่ากันว่านอกจากฝนตก ซึ่งเป็นปัญหาสุดคลาสสิกของคนเมืองแล้ว
ปรากฏการณ์รีบกลับบ้านไปดูตอนอวสานของ “ดอกส้มสีทอง” กับจุดจบของตัวละครอย่าง “เรยา” ก็มีส่วนทำให้ผู้คนออกมาคับคั่งบนท้องถนนในเวลาเดียวกันด้วย
นึกถึงสมัย "พี่เบิร์ด" ธงไชย รับบทเป็น “โกโบริ” คู่กับ "กวาง" กมลชนก ในบทบาทของ “อังศุมาลิน” ในละครคู่กรรม เมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ทำเอาไม่เหลือรถราบนท้องถนน ในช่วงที่ละครออนแอร์กันเลยทีเดียว
แน่นอนว่า กระแสของละครแรงมากขนาดนี้ ทำให้คอลัมนิสต์จำนวนไม่น้อยหยิบมุมมองและเกร็ดที่น่าสนใจจากละคร โดยเฉพาะตัวเอกของเรื่องอย่าง “เรยา” มานำเสนอในมุมมองต่างๆ กัน ล่าสุด ดิฉันอ่านคอลัมน์ CEO Dialogue ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เขียนโดย บุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) ในหัวข้อ “เรยาในที่ทำงาน” ก็ขอบอกว่า มีมุมมองที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวค่ะ
“วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” สัปดาห์นี้ เลยขอเกาะกระแส “เรยา” ไปด้วยนะคะ ถือเป็นแคมเปญส่งท้ายละครที่เพิ่งอำลาจอไปหมาดๆ แต่เชื่อว่า คงมีคนพูดถึงไปอีกนานทีเดียว
โดยส่วนตัวแล้ว ดิฉันเชื่อในเรื่องพื้นฐานของครอบครัวที่สามารถสร้างความเข้มแข็งทางอารมณ์และความคิดให้แก่เด็กๆ ในบ้าน ดิฉันมีความเชื่อมาโดยตลอดว่า ผู้ใหญ่ที่คิดเป็นระบบ มีพื้นฐานทางความคิด โดยเฉพาะในการจัดการปัญหาได้อย่างตกผลึกนั้น ปัจจัยสำคัญมาจากสถาบันครอบครัว
หลายคนอาจจะมองปัญหาของ “เรยา” ว่า อยากได้ อยากมี เหมือนคนอื่น เพราะถูกกดไว้ในระดับที่ต่ำกว่าบรรดาคุณชายและคุณหนูของบ้านตระกูลเชง แต่ถ้าดูให้ลึกซึ้งลงไป จะเห็นว่า “เรยา” ไม่เคยรู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับนั้น “พอเพียง”
ความรักจากเพื่อนชายคนสนิทอย่าง “นัท” ที่ท่วมท้นถึงขนาดก้มลงสวมรองเท้าให้ “เรยา” อาจทำให้เธอน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งได้ แต่ไม่ทำให้เธอรักและยอมสละชีวิตที่เหลืออยู่เพื่อให้เขาดูแลเธอได้ เพราะนั่น “ไม่พอ”
เงิน 20 ล้านบาทที่ “สินธร” สามีของ “เด่นจันทร์” สาวไฮโซ ผู้ร่ำรวย หรูหรา ให้แก่ “เรยา” เพื่อแลกกับการเลิกยุ่งในฐานะเมียน้อย หรือบ้านหลังใหญ่ในโอคแลนด์ที่ “ก้องเกียรติ” หรือคุณชายใหญ่ซื้อให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเธอ ก็ยังไม่เพียงพอ
ถ้าเธอต้องการความรักที่แท้จริง เธอก็ได้รับมันทั้งจาก “แม่” และ “นัท” หรือหากเธอต้องการทรัพย์สินเงินทอง เธอก็ได้รับมันจากทั้ง “สินธร” และ “ก้องเกียรติ” แต่นั่นดูเหมือนไม่ใช่ประเด็น เพราะสำหรับ “เรยา” แล้ว ทุกอย่างไม่เคย “เพียงพอ” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเธอยังเปรียบเทียบกับทุกคนที่เธอคิดว่า เหนือกว่าเธอ มีมากกว่าเธอ และเธอยังตะเกียกตะกายเพื่อให้อยู่สูงกว่าใคร
ใครที่มองว่า นี่มันโลกของละครนั้น ดิฉันขอบอกว่า เรื่องจริงก็ “น้ำเน่า” ไม่ต่างกัน เพราะดิฉันเพิ่งได้รับเมลจากผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ในทำนองว่า ถ้าจะมีผู้ชายเข้ามาในชีวิต ก็ต้องดูแลเราประหนึ่งเจ้าหญิงในเทพนิยาย ไม่ใช่ให้นั่งทำงานตัวเป็นเกลียว หัวเป็นนอต
ดิฉันไม่แน่ใจว่า ผู้หญิงคนนี้กับ “เรยา” ได้รับการปลูกฝังมาแบบเดียวกันหรือไม่ ถึงแสวงหาชีวิตแบบเจ้าหญิงในเทพนิยาย ซึ่งไม่มีอยู่จริง แต่ที่จะอยากสะท้อนให้เห็นในวันนี้ ก็คือ อย่าไปก่นด่าสภาพแวดล้อม อย่าไปโทษที่เราเกิดมามี “น้อยกว่า” คนอื่นเลยค่ะ มีลูกสอนลูก มีหลานสอนหลาน ให้ยึดตามแบบอย่างที่ตลาดหลักทรัพย์รณรงค์ปลูกฝังให้เด็กๆ “รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล”
สอนให้เด็กๆ หรือจะบอกกับตัวเองในวันนี้ก็ยังไม่สายว่า ทุกคนล้วนต้องทำมาหากิน ต้องทำงานหารายได้เพื่อการเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เมื่อมีรายได้แล้ว ก็ต้องรู้จักเก็บออม สำหรับใช้ในยามฉุกเฉิน แล้วต้องรู้จักใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะกว่าจะหาเงินมาไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สุดท้ายเมื่อมีเงินออมเหลือ ก็นำเงินนั้นไปขยายดอกผล ด้วยการลงทุน พอกพูนผลตอบแทนให้เพิ่มขึ้น
หลังจาก “รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล” ตามแนวทางที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้รณรงค์แล้ว ดิฉันขออนุญาตเพิ่มแนวคิดของบุญชัย ซีอีโอซาบีน่า ที่พูดกับเด็กๆ เสมอเวลาไปร่วมกิจกรรม “ซาบีนี่ แคมป์” ว่า ต้อง “รู้แบ่งปัน” ด้วย เพราะเมื่อ “มี” แล้ว ก็ต้องรู้จักแบ่งปันให้ผู้อื่น และที่มากกว่านั้น คือ “รู้พอเพียง” ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องยากที่สุด เพราะความ “พอเพียง” หรือความ “พอดี” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน
เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนส่งเมลมาถามดิฉันว่า ผ่อนบ้านเท่าไหร่ถึงจะพอดี อยากจะผ่อนต่องวดเยอะๆ เพื่อให้หนี้หมดเร็วๆ ซึ่งจริงๆ แล้วหากวัดเป็นตัวเลข ก็ต้องบอกว่าไม่ควรให้อัตราผ่อนชำระเกินกว่า 1 ใน 3 ของรายได้ ส่วนการปลดหนี้สินได้เร็วเท่าไหร่นั้น ย่อมนับเป็นลาภอันประเสริฐ เพียงแต่ว่าถ้ามากเกินไป จนชีวิตขาดความสุข ก็ไม่เห็นจะเกิดประโยชน์อะไร
เช่นกันกับอีกท่านที่ถามว่า จะเก็บออมเท่าไหร่ในแต่ละเดือนจึงจะเหมาะสมและพอดี ถ้าตามตัวเลขเชิงทฤษฎี ก็ต้องบอกว่า ให้ถึง 10% ของรายได้ในแต่ละเดือนไปเก็บออมไว้ก่อนเลย แต่ในทางปฏิบัติ แค่ 10% ในแต่ละเดือนไม่สามารถสานฝันที่เป็นจริงให้แก่คุณได้ แต่จะมากกว่านี้เท่าไหร่หรืออย่างไร ก็อย่าลืมว่า ทั้งหลายทั้งปวงต้องไม่มากเกินไปจนทำลายสุข และไม่น้อยเกินไปจนสร้างทุกข์ในภายหลัง
หลักการ “รู้หา รู้เก็บ รู้ใช้ รู้ขยายดอกผล รู้แบ่งปัน และรู้พอเพียง” นอกจากจะทำให้เป้าหมายทางการเงินในชีวิตเป็นจริง จาก 4 ข้อแรกแล้ว ดิฉันเชื่อว่า อีก 2 ข้อหลัง จะช่วยทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้นจากการเป็นผู้ให้ และจากการรู้จักพอ
“เรยา” อาจจะ “รู้หา” แต่ก็ผิดวิธี ส่วนข้อที่เหลือ ไม่ต้องพูดถึง เพราะมันไม่อยู่ในมโนสำนึกของเธอเลย
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



