ข่าว

"อาหรับราตรี VS มังกรหยก"ที่อุซเบกิสถาน(3)

"อาหรับราตรี VS มังกรหยก"ที่อุซเบกิสถาน(3)

22 พ.ค. 2554

ระหว่างเดินทางเยือนอุซเบกิสถาน ดิฉันได้รวบรวม "108 กลวิธีเที่ยวอุซเบฯให้สนุก" ตั้งแต่ต้องยอมสละความสะดวกสบาย ทนความลำบากเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่ปริปากบ่น รักการเดินทางด้วยรถบัสทีละ 5 ชั่วโมง 10 ชั่วโมง

จะได้เห็นวิวทิวทัศน์แปลกๆ ของทะเลทราย ต้องเป็นคนกินง่าย ถ่ายคล่อง นอนสะดวก รักการผจญภัย รอบรู้ประวัติศาสตร์และโบราณคดี มากด้วยอารมณ์ขันแม้ว่าตารางจะเปลี่ยนไปมาไม่แน่นอน หรือแม้ว่ากระเป๋าเดินทางใบโปรดจะถูกโยนลงจากรถหกล้ออย่างไม่ปรานีปราศรัยจนล้อหัก 

 นอกจากนี้ ต้องทำใจได้ยามเข้าห้องทุกขาประเภทถ้าไม่สุดทนก็ไม่เข้าดีกว่า ต้องไม่บ้าช็อปปิ้งแม้น้ำลายจะไหลยืดด้วยความอยากได้ เพราะต้องทั้งลาก ทั้งแบกและทั้งยกกระเป๋าและสมบัติทั้งหลายขึ้นบันไดทีละสิบขั้นยี่สิบขั้นเอง ไม่ว่าจะที่สนามบินหรือสถานีรถไฟก็ตาม ที่สำคัญ จะต้องมีไกด์ผู้ทรงความรู้พร้อมจะอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้ เพราะถ้าให้ดูเฉยๆ คงจืดสนิท

 พวกเราโชคดีที่ได้รัชกานต์ ไชยนิคม หรือปอ และนีลรัตน์ วงศ์มาศา หรือก้าน จากบริษัทโกลบอล ฮอลิเดย์มาช่วยดูแล โดยปอที่เคยนำเที่ยวอุซเบฯมาก่อน จึงเป็นเหมือนประวัติศาสตร์เคลื่อนที่ ทั้งยังมีตำนานสนุกๆ มาเล่าชนิดที่หาอ่านจากที่ไหนไม่ได้ ส่วนก้านก็เป็นแม่บ้านพกพาอาหารแห้งจากเมืองไทยไปด้วย โดยเฉพาะน้ำจิ้มแจ่วและน้ำจิ้มทะเลที่พวกเรานำมาจิ้มบาร์บีคิวแกะอย่างเอร็ดอร่อย

 การผจญภัยกลางแดนอาหรับราตรีเริ่มขึ้นเมื่อพวกเราต้องตื่นแต่ย่ำรุ่งเพื่อขึ้นรถไฟขบวน 07.00 น. มุ่งหน้าไปยังเมือง ซามาคานด์ แต่ละคนต้องถูลู่ถูกังลากกระเป๋าฝ่าสายฝนไปขึ้นรถไฟ ดิฉันออกจะโชคดีกว่าใคร ตรงที่ได้รับเกียรติเป็น สว.แถมยังเป็น สว.จากประเทศด้อยพัฒนาในยุคหลังสงคราม น้องๆ จึงช่วยกันทั้งลากทั้งแบกกระเป๋าให้ ส่วนดิฉันก็หันไปถือขากล้องโทรทัศน์ที่ยาวพอๆ กับความสูงแทน แสนทุลักทุเลแต่สนุกและไม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก 

 พวกเราใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง แต่เป็น 4 ชั่วโมงที่ไม่น่าเบื่อแม้แต่น้อยแม้ว่าวิวทิวทัศน์สองข้างทางจะไม่งามงดสมดังที่มีการพรรณนากัน เนื่องจากเป็นช่วงปลายหนาวต้นฝน พืชพันธุ์จึงยังไม่ผลิบานเต็มที่ แต่บนตู้รถไฟชั้นหนึ่งซึ่งแบ่งเป็นห้องห้องละ 6 คน ก็มีชากาแฟและขนมปังก้อนใหญ่ร้อนๆ ไว้รองท้อง แถมยังมีโทรทัศน์ฉายหนังอุซเบค ซึ่งคล้ายกับหนังยุคมิตร-เพชราให้ดูตลอดทาง ถึงจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ดิฉันก็ขำกลิ้งกับหนังย้อนยุคนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของแก๊งต้มตุ๋นหลอกขายบ้านจัดสรรให้ชาวบ้าน เวลามาจ่ายค่ามัดจำต้องหอบเงินเป็นกล่องๆ หรือห่อกระดาษหนังสือพิมพ์มัดโต เนื่องจากค่าเงินซูมของอุซเบฯ นั้นอ่อนมาก ประมาณ 1 ดอลลาร์ หรือ 30 บาท ต่อ 2,000 ซูม

 เมืองซามาคานด์ ซึ่งเพี้ยนมาจากเซมิซ-เคนท์ แปลว่าจุดที่แม่น้ำตัดกัน ได้ชื่อว่าเป็น "อัญมณีแห่งอิสลาม" เป็นเมืองใหญ่อันดับสองรองจากทาชเคนท์ และเพิ่งฉลองอายุครบ 2,700 ปีเมื่อไม่นานมานี้เอง เมืองนี้มีประวัติยาวเหยียดชนิดเล่ากัน 3 วัน 7 วันก็ไม่จบ ยิ่งค้นหาข้อมูลมากเท่าใด ก็ยิ่งรู้สึกเขียนไม่ออกมากเท่านั้น สมกับคำโบราณที่ว่าความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด จริงๆ

 แต่พอสรุปได้ว่าเป็นแดนอาถรรพณ์นับตั้งแต่แรกเมื่อช่วงก่อนคริสตกาลราว 700-800 ปี เมื่อกลายเป็นสนามประลองยุทธ์ระหว่างเจ้าอาณาจักรต่างๆ ที่แย่งกันครอบครองดินแดนโบราณแห่งนี้ และทุกครั้งไม่ว่าใครชนะก็จะเผาเมืองนี้เป็นจุณ นับตั้งแต่ครั้งที่เป็นแค่เมืองมารากันดาแห่งซอกเดียนา อันเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณาจักรเปอร์เชียอันยิ่งใหญ่ ก็ถูกพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชเผาราบเมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล
 
 ปาฟงหัน หนึ่งในสามตัวเอกในเรื่อง "มังกรคู่สู้สิบทิศ" ของหวงอี้ แปลโดยยอดนักแปล น.นพรัตน์ ได้บรรยายภาพการศึกกลางทุ่งหญ้าได้แจ่มชัดว่า "...การศึกที่ทุ่งหญ้าแตกต่างกับสงครามตีเมืองยึดดินแดนของพวกท่าน หากแต่เป็นการศึกตัดกำลังที่มุ่งฆ่าคนและปล้นชิง...ยังมีการกวาดต้อนบุรุษสตรีอายุเยาว์ของชนเผ่าอื่นไปเป็นทาส บีบบังคับพวกมันสร้างผลผลิตเพื่อหล่อเลี้ยงการศึกสงคราม..."

 พอซามาคานด์ฟื้นตัวในศตวรรษที่ 4-8 จากผลพวงความรุ่งเรืองของเส้นทางสายแพรไหม จนกลายเป็นเมืองสำคัญที่สุดในแถบนี้ ก่อนจะตกเป็นของเติร์ก-อาหรับในศตวรรษที่ 5-7 พอศตวรรษที่ 7-8 ก็เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรต้าถัง มีการสร้างแนวกำแพงเมืองโอบล้อมทั้ง 4 ด้าน หนำซ้ำยังให้เสรีภาพทางศาสนา ที่นี่ จึงมีทั้งวัดและโบสถ์ของโซโรแอสเตอร์ ศาสนาดั้งเดิม พุทธศาสนาและคริสตศาสนา พอศตวรรษที่ 9-10 เริ่มเป็นศูนย์กลางของศาสนาอิสลามตะวันออก แต่ก็พินาศอีกครั้งจากน้ำมือของเจงกิสข่าน

 กิมย้ง ได้จินตนาการภาพเมืองซามาคานด์ในยุคนั้นในหนังสือ "มังกรหยกภาค 1" ตอนเจงกิสข่านยกทัพบุกยึดเมืองนี้ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ "ฮัวชื่อจือมอ" กลางดินแดนเมาะปักหรือทะเลทรายตอนเหนือ ว่า "...เป็นนครเลื่องชื่อของฮัวชื่อจือมอที่เพิ่งยกขึ้นมาเป็นเมืองหลวงใหม่...จัดทหารจำนวนสิบกว่าหมื่นคอยเฝ้ารักษา สะสมอาวุธกักตุนเสบียง วางมาตรการป้องกันอย่างแข็งขัน ความหนาแน่นแข็งแกร่งของกำแพงเมือง ยิ่งไม่มีนครใดในแผ่นดินจะเทียบเคียงได้"

 "...ยอดเขาหิมะมีลักษณะประหลาด สูงชะลูดโดดเด่นอยู่กลางทุ่งหญ้า คล้ายพฤกษาใหญ่ที่ไร้กิ่งไร้ใบต้นหนึ่ง ชาวพื้นเมืองจึงขนานนามว่าเท็กบักฮง (ยอดเขาไม้โกร๋น) เมืองซามากานด์ปลูกอิงเชิงเขา กำแพงเมืองตะวันตกพึ่งพิงผนังผาด้านหนึ่ง ทั้งประหยัดค่าก่อสร้าง หนำซ้ำมั่นคงแข็งแรง แสดงออกถึงภูมิปัญญาของสถาปนิกที่สร้างเมืองนี้ ยอดเขาไม้โกร๋นมีลักษณะลาดชัน ประกอบด้วยหินแข็งแกร่ง ปราศจากต้นไม้ใบหญ้างอกเงย ต่อให้เป็นลิงค่างยังไม่สามารถปีนป่ายขึ้นไม่ เมืองซามากานด์มีฉากกั้นเช่นนี้นับว่ามั่นคงดั่งป้อมปราการ" แต่เจงกิสข่านก็ปลุกปลอบขวัญทหารว่า "แม้เป็นอาณาจักรใหญ่ มีไพร่พลมากมายหรือพวกเรายังกลัวเกรงด้วย"

 เจงกิสข่านพร้อมด้วยโจจิและชาเฮอไตหรือชากะไต ลูกชายคนโตและคนรองได้นำทหาร 15 หมื่นพร้อมม้าศึก 100 หมื่นตัวไปตีอาณาจักรฮัวชื่อจือมอ "...ทหารทุกนายต้องจูงม้าหลายตัว ใช้ขับขี่สลับกัน เพื่อออมกำลังม้า ชนชั้นนายทัพนายกองยังจูงม้ามากไปกว่ากำลังทหารสิบห้าหมื่น มีม้าพาหนะร่วมร้อยหมื่นตัว..." ทั้งนี้เพื่อล้างแค้นที่ถูกมูฮัมหมัด ข่านของอาณาจักรนี้ ดูถูกด้วยการทำร้ายทูต จดหมายท้ารบของเจงกิสข่านนับเป็นจดหมายท้ารบที่สั้นที่สุดในโลกโดยมีอักษรแค่ 6 ตัวว่า "เจ้าจะรบก็จงรบ"

 กว่าทัพมองโกลจะยกพลไปถึงฮัวชื่อจือมอก็เข้าช่วงหน้าหนาวที่แสนหนาวเหน็บกันดาร หิมะจับเป็นน้ำแข็ง เจงกิสข่านต้องวางอาณาจักรมองโกลเป็นเดิมพัน เพราะถ้าแพ้หมายถึงล่มสลายทั้งกองทัพ แต่ถึงแม้ว่าพยายามตีเมืองหลายวันก็ไม่สำเร็จ ทหารมองโกลเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายหมื่นคน รวมถึงมอถูเกิน บุตรชายคนโตของชาเฮอไต ผู้เป็นหลานรัก ที่ถูกเกาทัณฑ์ยิงทะลุสมองเสียชีวิต ด้วยความโกรธเจงกิสข่านประกาศลั่นให้ "ทำลายปราการกำแพงเมืองของพวกมัน เผาผลาญบ้านเรือนของพวกมัน เข่นฆ่าบุรุษของฮัวชื่อจือมอ ฉุดคร่ากวาดต้อนสัตว์เลี้ยงของพวกมันมา"

 เมื่ออึ้งย้งช่วยออกอุบายให้ก๊วยเจ๋งสามารถยึดเมืองนี้ โดยใช้ยุทธการ "โดดร่มยึดเมือง" เจงกิสข่านได้สั่งฆ่าล้างเมือง "ผู้คนสิบกว่าหมื่นจบสิ้นชีวิต เลือดเนื้อกระเซ็นซ่านไปทั่วบริเวณ" ยกเว้นพวกช่างฝีมือสาขาต่างๆ ราว 3 หมื่นคนที่ถูกคัดตัวออกมาก่อนแล้วส่งกลับไปถ่ายทอดความรู้ที่มองโกเลีย รวมทั้งหญิงสาวสะคราญโฉมที่ถูกฉุดคร่า

 หลังพิชิตซามาคานด์แล้ว เจงกิสข่านก็ให้ชาเฮอไตหรือซากะไต บุตรชายคนรอง ผู้มีอารมณ์วู่วามปานเปลวอัคคีปกครองดินแถบนี้ซึ่งคลุมไปถึงภาคตะวันตกของจีน อัฟกานิสถาน และบางส่วนของสหภาพโซเวียตเดิมอย่างดุร้ายป่าเถื่อน

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์