
"ปู"ขึ้นเชียงใหม่ลั่น"พท."ชนะเกินครึ่ง
"ยิ่งลักษณ์"ลงพื้นที่เชียงใหม่ เพื่อขอพรครูบาศรีวิชัย-พระธาตุดอยสุเทพ ไม่ตอบร่วมดีเบต"มาร์ค"อ้างยังมีเวลา มั่นใจ"เพื่อไทย"ชนะเกินครึ่ง เปิดช่อง ตั้งรัฐ บาลผสม
(21พ.ค.) เวลา 09.30 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย เดินทางมาสักการะครูบาศรีวิชัย และพระธาตุดอยสุเทพ เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยมีแกนนำพรรคเพื่อไทยเดินทางมาด้วย อาทิ นายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และว่าที่ผู้สมัครส.ส.เชียงใหม่ โดยมีคนเสื้อแดงนำป้ายข้อความ พร้อมกุหลาบสีแดงมารอต้อนรับให้กำลังเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้นายณัฐวุฒิได้นำผ้าแพร 7 สีผูกบริเวณฉัตรทั้ง 4 ด้านที่อยู่รอบพระธาตุดอยสุเทพ โดยมีประชาชนมาขอร่วมถ่ายภาพด้วย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย(พีเน็ต) เชิญให้แคนดิเดตนายกฯแต่ละพรรคการเมืองมาร่วมดีเบต ว่า ยังมีเวลาต้องดูว่า ติดภารกิจพื้นที่หรือไม่ คาดว่าเลือกตั้งครั้งนี้จะได้เสียงเกินครึ่ง และพร้อมเปิดกว้างรับพรรคร่วมเข้ามาร่วมรัฐบาล หากเราได้เป็นเสียงส่วนใหญ่ เพราะถ้ามีผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยกันทำงานก็จะถือเป็นเรื่องที่ดี เมื่อถามว่า จะมียกเว้นพรรคการเมืองใดหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องดูในเรื่องของอุดมการณ์และแนวทางแก้ไขปัญหา โจทย์ไม่ได้บอกว่าเราจะเลือกปฏิบัติ แต่สิ่งที่เราจะต้องมาดูและต้องทำคือ สิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับประชาชน ซึ่งถ้าพรรคร่วมเห็นร่วมกันได้ในส่วนนี้ ก็คงจะสามารถร่วมงานกันได้
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงกรณีที่มีความพยายามเอาผิดที่เคยให้การคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่าให้การเท็จและพยายามเชื่อมโยงว่าอาจจะทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นผู้สมัครส.ส.ว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่คดีอาญา จึงไม่น่าจะเข้าข่าย ประกอบกับตนก็ไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง วันนี้ต้องยอมรับว่าในช่วงการเมืองไม่ปกติ จึงเจอแรงกระทบต่างๆ หน้าที่เราต้องอดทนและชี้แจง อยากให้การเมืองเป็นแบบสร้างสรรค์ มาแข่งในกติกาและแข่งขันด้านนโยบายดีกว่า
สำหรับผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อมีคนเสื้อแดงจำนวนมาก อาจทำให้ขัดแย้งกับแนวทางปรองดองที่เคยประกาศไป รวมทั้งอาจสร้างความไม่พอใจกับส.ส.บางคน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ได้กระจายกันไปอยู่แล้ว ส่วนกรณีนายเพชรวรรต แกนนำกลุ่มเชียงใหม่51 ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับไม่ดี ขู่ว่าจะโนโหวตนั้น หากเป็นรัฐบาลยังมีงานอีกเยอะที่ต้องการความรู้ความสามารถ เชื่อว่านายเพชรวรรตจะเข้าใจ ยืนยันว่าการคัดเลือกผู้สมัครมาจากคณะกรรมการคัดเลือก และไม่ได้เลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ดียอมรับว่ารู้สึกเป็นห่วงกลุ่มคนเสื้อแดงไปสร้างความปั่นป่วนในการลงพื้นที่ของพรรคคู่แข่ง แต่คนเสื้อแดงก็เป็นกลุ่มคนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและไม่น่าจะมีเหตุการณ์อะไรรุนแรง อย่างไรก็ดี อยากเห็นทุกฝ่ายเล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์
เมื่อถามว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีผลกระทบกับกระบวนการปรองดองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หากเราต้องการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ไม่น่าจะทำให้ส่วนรวมไม่พอใจ ถ้าเรามีความตั้งใจทำเพื่อส่วนรวม เสียงส่วนใหญ่ก็คงจะเข้าใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่า อุปสรรคของการปรองดองมีแน่นอน แต่หากทุกฝ่ายเข้าใจกันก็จะสามารถผ่านจุดนั้นไปได้ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่า ทุกคนรักความสันติ ดูได้จากดัชนีวัดความสุขที่ทุกคนอยากให้ประเทศมีการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในตลาดหลักทรัพย์ที่ดัชนีปรับตัวขานรับในเรื่องนี้
เมื่อถามว่าก่อนหน้าได้ประกาศว่าหากเป็นนายกฯจะแก้ไข ไม่แก้แค้น โดยจะแก้ไขเรื่องปรองดอง ซึ่งจะทำให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า จะพยายามเข้าหาและเจรจากับทุกฝ่าย คำว่าไม่แก้แค้น เป็นสิ่งที่ต้องมองก้าวข้าม ไม่อย่างนั้นก็ไม่จบ ก็จะยังบอกว่าเราจะไปเช็กบิลอย่างโน้นอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่ ทุกคนอาจมองว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเข้ามาจะเป็นอย่างไร ต้องบอกว่าจะมาทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ รับใช้ประชาชน มาแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดดีกว่า จึงเป็นที่มาของคำว่าไม่แก้แค้น ดังนั้นมาแก้ไขปัญหาที่เกิดดีกว่า เรื่องแก้ไขมีอยู่ 2 ภาคส่วน คือเรื่องการเมืองเพื่อนำไปสู่ความสามัคคีปรองดอง สิ่งแรกที่ทำคือต้องเข้าหาทุกภาคส่วน ในการหารือเพื่อกำหนดแนวทางทำงานร่วมกัน อาจตั้งคณะกรรมการเพื่อร่วมทำงาน ให้เป็นไปตามกติกาและหลักนิติธรรม ขณะเดียวกันภารกิจเร่งด่วนที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ ปัญหาปากท้อง
เมื่อถามว่าคู่ขัดแย้งจริงๆตอนนี้คือใคร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่อยากตอบแบบนั้น ถ้าตอบแบบนั้น เราจะกลับมาสู่แบบเดิมว่า จะพลอยเอาว่าใครจะทะเลาะกับใคร ถ้าขอว่าอยากเห็นบ้านเมืองสู่ความสร้างสรรค์ วันนี้หากมาคุยกันจะเริ่มต้นอย่างไร น่าจะดีกว่า โดยต้องขอความเห็นทุกภาคส่วน ซึ่งต้องคุยในรายละเอียดอีกครั้ง แต่การหารือต้องเป็นแบบ Two ways(ทั้งสองทาง) หรือเป็นไดอะล็อกซึ่งกันและกัน เบื้องต้นอาจไม่ใช่ทำแบบเปิด ในรูปแบบต้องให้คณะกรรมการทำงานได้ระดับหนึ่งก่อน หากทำงานต่างคนต่างเอามาเล่าทั้งหมด มันก็ไม่มีทางที่จะคุยกันรู้เรื่อง
เมื่อถามว่า การเจรจาจะนำไปสู่ความปรองดองที่แท้จริง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ถ้าทุกคนมีเจตนาเดียวกันที่จะนำประเทศไปสู่ความสงบสุขและสามัคคี เชื่อว่าความปรองดองน่าจะเกิดขึ้น แต่ถ้าทุกคนมองถึงประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก ทุกอย่างก็คงไม่จบ ซึ่งตอนนี้ทุกฝ่ายควรที่จะมองไปข้างหน้าและคิดว่าจะไปถึงเป้าหมายได้อย่างไรก่อน
เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เข้ามาบริหาร อาจแก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นที่เราอยากเห็น เข้ามาบริหารประเทศไม่ได้แก้แค่เรื่องปรองดองอย่างเดียว แต่ต้องแก้เรื่องปากท้องด้วย วันนี้ประชาชนเดือดร้อน รายได้ในครัวเรือนหายไป ช่องว่างระหว่างคนที่มีกำลังน้อยกับกำลังทรัพย์มากต่างกันเยอะ หากทำสองส่วนควบคู่กันได้ ประเทศชาติก็มีความสุข แต่โจทย์แรกต้องทำเรื่องความเป็นอยู่ เมื่อถามว่า นโยบายสลายสีที่พ.ต.ท.ทักษิณเคยเสนอเป็นนโยบายจะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไหร่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ การประชุมของพรรคยังไม่สรุป แต่ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณมีนโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์กับประชาชน พรรคก็พร้อมที่จะนำมาพิจารณา
เมื่อถามว่าเรื่องการเยียวยาให้คนเสื้อแดง หรือนิรโทษ จะทำให้เร็วขนาดไหน น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ไม่อยากเรียกว่า ทำเร็วหรือช้า แต่ทำให้มีความสมบูรณ์ดีกว่า ไม่อยากให้เป็นลักษณะเร่งรัด แต่สุดท้ายทุกภาคส่วนไม่เห็นด้วย ก็ไม่มีความปรองดองและสามัคคี ของอย่างนี้อาจต้องอยู่ที่จังหวะและเวลา แล้วก็ความถูกต้องในรายละเอียดด้วยส่วนที่มีการมองว่าหากเป็นรัฐบาลแล้วจะนิรโทษกรรมให้พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น เราต้องกลับมาดูช่วงหลังรัฐประหาร ต้องดูว่ามีอะไรบ้างที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม แล้วมาดูว่ามีกระบวนการอะไรที่ต้องปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ได้รับความเท่าเทียมกันทุกคน ไม่ใช่ทำเพื่อคนๆเดียว
ถามว่า คดีพ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีคำพิพากษาจะดูอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ยังไม่อยากให้เจาะไปถึงตรงนั้น ไปถึงตรงนั้นอาจเร็วไปที่จะใช้คำตอบนี้ เราต้องกลับมาดูก่อนว่าหลักคืออะไร แล้วต้องมาว่ากันไปตามกฎหมายเมื่อถามว่า รูปแบบการดำเนินการจะเป็นเหมือนกับที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อ เคยเสนอให้มีการออกพ.ร.บ.อภัยโทษ และนิรโทษกรรมหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ถือเป็นเพียงหลักและวิธีการ โดยหลักของส่วนนี้ต้องมาดูว่าจะได้อะไร ส่วนวิธีการจะมีคณะกรรมการคอยทำหน้าที่พิจารณา ซึ่งร.ต.อ.เฉลิมจะเป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว
เมื่อถามอีกว่าต้องมีคนกลางหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตอบทันทีว่า ต้องมีคนกลางและคณะกรรมการ คงไม่ทำคนเดียวแน่ ถ้ายึดหลักนิติธรรมคือความเสมอภาค ทุกคนต้องได้รับความเสมอภาคที่เท่าเทียมกัน ต้องเอาหลักนี้ก่อน ส่วนจะทำประชามติหรือไม่ ต้องไปว่ากันในรายละเอียดถามว่า คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับประเทศไทยในช่วงปลายปีนี้หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องให้โอกาสพ.ต.ท.ทักษิณได้รับความยุติธรรมเสมือนคนอื่นๆ
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวอีกว่า ที่เลือกมาลงพื้นที่จ.เชียงใหม่ เป็นแห่งแรกเพราะเป็นบ้านเกิดและต้องการมาขอกำลังใจจากคนภาคเหนือด้วยกัน และอยากได้ส.ส.ยกจังหวัด แต่ต้องขอนุญาตคนเชียงใหม่ว่าจะให้พรรคเพื่อไทยมีคนเข้าไปบริหารประเทศหมดทุกเขตหรือไม่ ส่วนการลงพื้นที่ในภาคใต้ ก็อยากเดินทางไป แต่คงต้องรอการประสานจากในพื้นที่ว่ามีความพร้อมเมื่อใดน.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงเรื่องครอบครัวว่า ก่อนหน้าเข้าสู่การเมืองได้คุยคนในครอบครัวแล้ว โดยเฉพาะดช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร(น้องไปป์) บุตรชาย ปกติลูกก็เป็นคนเฉยๆ ตอนนี้เขาเข้าใจว่าแม่ต้องทำงาน และได้บอกกับลูกว่าแม่ต้องไปรับใช้ประเทศชาติ ซึ่งเขาก็บอกว่าแล้วแต่เรา อีกทั้งน้องไปป์ก็รู้ว่าเสนอตัวที่จะเป็นนายกฯ กำลังรอผลอยู่ว่า แม่จะชนะหรือไม่ ตอนนี้ลูกก็ปรับตัวได้แล้ว แต่อาจยังไม่ชิน



