ข่าว

สมบัติผลัดกันชมของ"จิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์"

สมบัติผลัดกันชมของ"จิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์"

21 พ.ค. 2554

"ของเก่า" หรือ "ของโบราณ" ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี นับเป็นวัตถุโบราณอันทรงคุณค่า ที่เดินทางข้ามห้วงแห่งกาลเวลามาอย่างทรหด ทั้งยังพกพาเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาบอกเล่าให้คนรุ่นปัจจุบัน ได้ซึมซับถึงคุณค่าและความสำคัญของวัตถุแต่ละชิ้นต่อไป

 ด้วยความสวยงามผนวกกับความชอบ และหลงใหลในงานศิลปะที่ถ่ายทอดลงในวัตถุโบราณแต่ละชิ้น จึงทำให้เซเลบริตี้วัย 60 กว่าๆ ผู้สร้างสีสันให้แก่งานสังคมอยู่เสมออย่าง จิตรามณฑน์ เตชะไพบูลย์ หนึ่งในลูกสาวเจ้าสัว ดร.อุเทน เตชะไพบูลย์ ผู้ก่อตั้งธนาคารศรีนคร และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยอมจำนน ต้องควักกระเป๋าหยิบจับมาเป็นเจ้าของ พร้อมกับชื่นชมของรักได้อย่างไม่รู้เบื่อ และเมื่อเป็นมือสะสมระดับพระกาฬอย่างจิตรามณฑน์ด้วยล่ะก็ รับรองว่าไม่น้อยกว่าร้อยชิ้นล่ะ

 แม้วินาทีแรกจะสร้างความฉงนปนสงสัยให้เราไม่น้อย ด้วยคอนโดที่พักย่านพระราม 3 ที่มีพื้นที่จำกัด จะเพียงพอสำหรับการเก็บของสะสมของเธอได้อย่างไร แต่ก้าวแรกที่เราได้เข้าไปในห้องของเธอนั้น ถึงขั้นร้อง ว้าว!!!... ด้วยของสะสมแสนรักแต่ละชิ้นถูกจัดวางเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ และลงตัวกับข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องเสียสนิท

สะสมของเก่าตั้งแต่เมื่อไร

 สะสมมาตั้งแต่อายุประมาณ 20 กว่าๆ ถึงตอนนี้ก็ 40 ปีเข้าไปแล้ว คือ เราเรียนมาทางศิลปะเป็นคนชอบศิลปะอยู่แล้วเลยชอบศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ศิลป์ ตอนเรียนอยู่ต่างประเทศจะไปดูตามพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ต่างๆ เลยซึมซับความชอบพวกนี้มาเรื่อยๆ พอกลับมาเมืองไทย ได้โอกาสไปเจอของสวยของงาม พอมีกำลังซื้อได้ก็ค่อยๆ สะสม อาจจะอยู่ในสายเลือดด้วย เพราะบ้านที่คุณพ่อคุณแม่จะมีเครื่องลายครามเยอะพอควร เราเห็นมาตั้งแต่เด็กแต่ไม่ได้รู้เรื่องมากมาย พอไปเรียนต่างประเทศได้ศึกษาประวัติศาสตร์ เลยชื่นชอบรู้สึกถึงคุณค่า คล้ายๆ ว่าของพวกนี้ยิ่งมีอายุมากคนที่เก็บรักษาก็จะยิ่งเก็บรักษาอย่างดี เพราะถ้าชำรุดหรือแตกหักไปราคาจะเปลี่ยนไปเลย เหมือนสมบัติผลัดกันชม มีโอกาสได้ซื้อ ได้เก็บมาชื่นชมจะพยายามรักษาต่อไป ให้ลูกหลานหรือคนรุ่นหลังๆ ถึงแม้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราได้ชื่นชม เพราะของพวกนี้ยิ่งนานของยิ่งน้อย ยิ่งนานยิ่งมีค่า

ของแต่ละชิ้นอายุเท่าไร

 ถ้าเป็นของเก่าจะต้องมีอายุ 100 ปีขึ้นไปถึงจะเรียกว่าของเก่า สมัยก่อนที่ซื้อตอนนั้นก็ร้อยกว่าปีแล้ว เราซื้อมาก็บวกเวลาเพิ่มเข้าไปอีก บางชิ้นเป็นพันปีอยู่ที่ว่ารักษามาได้นานแค่ไหน ถ้าเป็นของเก่านี่จะชอบหมดทุกอย่าง ทุกประเทศไม่เฉพาะของจีน ไทย หรือฝั่งตะวันตก แต่ต้องดูด้วยนะว่าเราซื้อไหวหรือเปล่า ไม่ใช่ต้องเป็นหนี้เป็นสินใคร

ส่วนมากจะเป็นของประเภทไหน

 คละกันไป ตั้งแต่ของแต่งบ้าน ของใช้ เครื่องประดับ ส่วนมากจะเป็นของไทยหรือไม่ก็ของจีนซะเยอะ อาจจะเป็นเพราะจีนอยู่ใกล้กับเราด้วย แล้วช่วงที่เราซื้อเป็นช่วงที่จีนเขาปิดประเทศ ดังนั้นของที่นำออกมาขายเหมือนเขาลักลอบออกมา แต่จะมีอย่างหนึ่งที่จะไม่สะสมคือพระพุทธรูป มีเอาไว้บูชาเฉยๆ แต่จะไม่เช่ามาไว้เป็นของสะสม รู้สึกว่าการเช่าพระนั้นสำหรับบูชาเท่านั้น ไม่ได้มีไว้ประดับฉะนั้นจะไม่เช่าพระไว้ประดับเลย 

จำเป็นหรือเปล่าว่าก่อนซื้อของจะต้องศึกษาเรื่องราวในอดีตของเขาก่อน

 ทุกชิ้นมีเรื่องราวของเขาเอง แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรู้ประวัติอะไรมากมาย รู้แค่ว่าของชิ้นนี้อยู่ในช่วงปีไหนสมัยไหน บางชิ้นคนขายอาจจะออกใบรับประกันให้ด้วยว่าอยู่ในปีไหน ถ้ามีก็ดีแต่ไม่ได้เน้นว่าจะต้องมีใบรับประกันไปซะทุกชิ้น เอาว่าถ้าเราชอบก็โอเค

ของเก่าบางคนซื้อมาเพื่อโชว์แต่บ้านนี้กลับนำมาใช้

 เราถือว่าไม่ได้ไปลบหลู่ เราเอามาเชิดชูแล้วเราก็ยกย่องของชิ้นนั้นแล้วนำมาเก็บรักษาเอาไว้อย่างดี คิดว่าเจ้าของเดิมเขาก็คงไม่คิดอะไร อย่างตัวเองคิดว่าถ้าวันหนึ่งเราตายไปแล้วใครมาชื่นชมของของเรา เราก็ภูมิใจ บางคนซื้อมาแล้วเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวอย่างเดียว แต่เราจะเอาของเก่ามาปะปนกับของใช้บางอย่างก็เอามาใช้ด้วย ตัวเองพอจะมีหัวศิลป์นิดหน่อย (หัวเราะ) ของแต่งบ้านเลยผสมผสานให้ดูกลมกลืนกันได้ นี่แหละคือความสุขอย่างหนึ่งของการผสมแล้วลงตัว

หวงมากแค่ไหน

 หวงนะจะหยิบแต่ละชิ้นต้องระวังมาก ยิ่งถ้าซื้อมาจากต่างประเทศอย่างเชิงเทียนดอกไม้ จะเอากระดาษมาพันทีละดอก แล้วใส่กระเป๋าที่ลากมากับตัวเองเลย น้องกิ๊ฟท์ (สรัญทร เตชะไพบูลย์) เขาก็ไม่ได้ชอบของแอนทีคเหล่านี้เท่าไร ถ้าวันหนึ่งที่เราไม่อยู่แล้ว ก็อยู่ที่ว่าเขาจะทำยังไง ถึงตอนนั้นเราคงไม่หวงแล้วล่ะ แต่ถ้าเรายังอยู่ของยังเป็นของเราจะขายอะไรขึ้นอยู่กับเรา เพราะของแต่ละชิ้นตอนนี้ประเมินค่าไม่ได้แล้ว

เคยมีเรื่องขำๆ กับเหล่านี้บ้างหรือเปล่า

 มีครั้งหนึ่งน้องกิ๊ฟท์เด็กๆ ประมาณขวบสองขวบ เราไปอยุธยาไปซื้อกาดินของอยุธยา แหม...เวลาไปซื้อเราพยายามเลือกไม่ชำรุดไม่ร้าว พอกลับมาบ้านเพื่อนที่ไปซื้อด้วยเขาก็อยู่อวดชื่นชมของที่ซื้อมาด้วยกัน น้องกิ๊ฟท์เขามาถึงจับกาดินที่เราซื้อมาแล้วปล่อยตกพื้นแตกโพละ เราก็ดุเขาไปว่าทำไมลูกทำให้แม่ใจสลาย ทั้งที่มันไม่ใช่ของแพงมากมายอะไร เพราะมันเป็นเครื่องปั้นดิน น้องกิ๊ฟท์ก็บอกว่าหนูอยากฟังเสียงว่าเสียงแตกเป็นยังไง (หัวเราะ) เราก็ใจสลายเลย ถึงจะไม่ใช่ของแพงมากแต่กว่าเราจะเลือกจะสรรหามาได้ก็ใช้เวลา น้องกิ๊ฟท์จะมีเรื่องแบบนี้ช่วงเด็กๆ พอโตขึ้นมาหน่อยประมาณ 4 ขวบ เขาเห็นเราแต่งตัวใส่แหวนมรกตเม็ดใหญ่ เขาก็มายืนดูเราแต่งตัวพอเขาเห็นจิวเวลรี่เขาก็ อู้หู...หม่ามี้ ทำตาโต เราก็ปลื้มเพราะมีลูกสาวคนเดียวปลื้มจิวเวลรี่แบบนี้จะได้มีผู้ส่งต่อ พออู้หูเสร็จ หม่ามี้ขอหม่ำได้มั้ย (หัวเราะ) นึกว่าลูกกวาด เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องเล่าตลกกันมาตลอดซึ่งน้องกิ๊ฟท์เขาก็จำได้นะ

ของเก่าให้อะไรกับตัวเองบ้าง

 แน่นอนที่สุด คือ ความสุขใจ อย่างเวลาเครียดๆ อารมณ์ขุ่นมัว ถ้าได้มาลองนั่งชื่นชมหายเครียดได้นะดูแล้วเพลินดี ทำให้อารมณ์สงบลงด้วย ทีแรกไม่ได้คิดว่าจะแก้กลุ้มได้ แต่พอดูแล้วรู้สึกภูมิใจในตัวเองว่าฉันมีโชคได้ของชิ้นนี้มา เรื่องของนี่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อเหมือนมีวาสนาต่อกัน เหมือนมีอะไรที่ทำให้เราจะได้ของสิ่งนั้นมา ไม่ใช่มีเงินอยากได้แล้วก็ได้ ทุกอย่างในโลกนี้เหมือนถูกกำหนดมาแล้ว

อยากฝากอะไรถึงมือใหม่หัดสะสมบ้าง

 ต้องศึกษาก่อนดูให้เยอะๆ ไปดู ไปถาม ไม่ใช่ไปถึงซื้อเลย การไปดูๆ ที่ร้านเท่ากับได้ศึกษาไปด้วย ถามเขาว่าชิ้นนี้เป็นยังไงสมัยไหน ฟังแล้วก็ไม่ใช่ว่าเชื่อเขาไปซะหมดเพราะเขาอาจจะหลอกเราได้ ถ้าจะซื้อแนะนำให้ซื้อชิ้นเล็กๆ ราคาไม่แพงมาศึกษาดูก่อน ถ้าไม่อยากถูกหลอกเราต้องศึกษาเยอะๆ จากอินเทอร์เน็ตหรือจากหนังสือ ลายครามและหยกล้ำค่าในประเทศไทยก็ได้ เพราะคนที่ช่วยทำหนังสือเล่มนี้เป็นที่ปรึกษาพิพิธภัณฑ์เรื่องเครื่องลายครามที่ไต้หวัน เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ ของเก่าทุกชิ้นราคาขึ้นทั้งนั้นจะมากหรือน้อยแล้วแต่ชิ้น สิ่งสำคัญคือ ถ้าเราชอบนั่นคือความสุขของเราแล้ว ความชอบเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าไม่ชอบซื้อเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความสุขหรอก ดังนั้นเราต้องชอบและชื่นชมมันก่อน ของจะขึ้นราคาหรือไม่นั้นเราได้ชื่นชมก็แล้วกัน