ข่าว

แดงโผล่ไล่มาร์คหาเสียงร.ร.วัดไร่ขิง

แดงโผล่ไล่มาร์คหาเสียงร.ร.วัดไร่ขิง

20 พ.ค. 2554

"สาวใหญ่เสื้อแดง"ใจเด็ดแฝงตัวฟัง"อภิสิทธิ์"หาเสียงที่ร.ร.วัดไร่ขิง สบโอกาสลุกขึ้นโวยวายกลางวง ร้องขอความเป็นธรรมจากเหตุกระชับพื้นที่ 10 เม.ย. ด้าน"หน.ปชป."ไม่หวั่น เชิญมาพูดคุยทำความเข้าใจกันแบบตัวต่อตัว

(20พ.ค.)  เมื่อเวลา 14.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ และกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้าสักการะองค์พระประธานภายในอุโบสถวัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมีประชาชนเดินตามถ่ายรูปและขอให้นายอภิสิทธิ์ชูมือ 10 นิ้ว ซึ่งเป็นเบอร์ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ทำตามเสียงเรียกร้อง จากนั้นนายอภิสิทธิ์ได้เดินทางต่อไปยังโรงเรียนวัดไร่ขิง(สุนทรอุทิศ) เพื่อหาเสียงโดยเน้นนโยบายด้านการศึกษา โดยมีกลุ่มผู้ปกครอง ครูและนักเรียนมานั่งฟังประมาณร้อยกว่าคน ทั้งนี้ทันทีที่นายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึงทีมงานพรรคได้ถามผู้ที่มานั่งฟังการหาเสียงผ่านไมโครโฟนว่าเลือกเบอร์อะไร ซึ่งทุกคนรวมทั้งบรรดานักเรียนพากันตะโกน " เบอร์ 10 " และจากนั้นก็มีบรรดาผู้สนับสนุนกรูเข้าไปคล้องมาลัยดอกดาวเรืองจนท่วมหัวของนายอภิสิทธิ์

 อย่างไรก็ตามก่อนหน้าที่นายอภิสิทธิ์ จะเดินทางมาถึงบริเวณวัดไร่ขิง ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมรถกระบะติดเครื่องขยายเสียง ประมาณ 20 คน ได้ชุมนุมด้านหน้าวัดเพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปประสานขอความร่วมมือเพื่อความสงบเรียบร้อยของการเลือกตั้ง จึงทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้กระจายตัวไปปักหลักที่บริเวณด้านหน้าโรงเรียนวัดไร่ขิง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการหาเสียงย้ำว่า การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันของ 2 พรรคใหญ่ คือ เพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ และมีความแตกต่างชัดเจน คือ ถ้าเลือกปชป.ก็จะได้นโยบายต่างๆที่ได้พูดมา ได้คนเข้ามาเป็น ส.ส.และยกมือเลือกตนเป็นนายกฯ แต่ถ้าเลือกเพื่อไทย( พท.) ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ก็สอบตกหมด ส.ส.เพื่อไทยก็ไปยกมือให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ ก็เป็นความแตกต่าง ที่สำคัญคือนโยบายก็จะต่างกัน วันนี้เพื่อไทยประกาศแล้วว่าโครงการประกันรายได้ยกเลิกไม่ทำต่อ แต่จะเอานโยบายอื่นมาแทน ส่วนนโยบายการศึกษายังไม่ทราบชัดว่าเพื่อไทยจะเป็นอย่างไร เพียงแต่รู้ว่าจะมีการเอาคอมพิวเตอร์มาแจกเด็ก แต่อยากให้คิดว่าการแก้ปัญหาการศึกษาวันนี้คือการเอาคอมพิวเตอร์มาให้เด็กทุกคนหรือที่มีราคาเครื่องล่ะ 6 - 7 พันบาท มีเด็กประมาณ 15 ล้านคน ก็ใช้งบฯใกล้ๆแสนล้านบาท

 “ผมไม่รู้ว่าจะเอาเงินจากไหน อาจจะมาเลิกการแจกชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียน หรือโชคไม่ดีอาจเลิกโครงการเบี้ยยังชีพก็ได้ จึงอยากบอกว่าเมื่อเป็นอย่างนี้การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นการกำหนดอนาคตของตัวเอง และประเทศ นโยบายต่างกัน คนต่างกัน รัฐบาลต่างกัน นายกฯ เป็นคนละคน   ย้ำว่าการตัดสินใจอยากให้ประชาชนต้องซักถามว่านโยบายที่พูดทำได้จริงหรือไม่ “ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า พรุ่งนี้( 21 พ.ค.) ตนและพรรคจะรณรงค์ว่าประเด็นเลือกพรรคประชาธิปัตย์ทำได้ทันที ไม่เสียเวลาเรียนรู้งาน ปัญหาที่พูดคุยและรับฟังมาเอามาเตรียมพร้อมและวันแรกที่มีโอกาสทำงานในฐานะรัฐบาลก็เดินหน้าทันที นอกจากนั้น สำคัญที่สุดพรรคประชาธิปัตย์มีแต่วาระของประชาชนไม่มีเรื่องอื่น

 “วันนี้พรรคเพื่อไทยพูดชัดว่างานแรกที่เขาจะทำคือต้องไปล้างความผิดเพื่อเอาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้าน ผมไม่มานั่งเถียงว่าคุณทักษิณกลับมาดีหรือไม่ดี แต่อยากถามว่าถ้าเริ่มต้นวันแรก แล้วการเมืองที่ทุกคนเบื่อจะกลับมาใหม่ เลือกตั้งทั้งทีทำไมกลับเอาเรื่องนี้มาอีก ทำไมไม่ทำให้เป็นเรื่องของประชาชน ไปหยิบเรื่องนี้มาทำไม ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายอภิสิทธ์ กล่าวต่ออีกว่า พรรคเพื่อไทยบอกว่าจะได้ปรองดอง แต่ตนเห็นว่ามีแต่ทะเลาะกัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีเรื่องนี้ งานปรองดองควรจะทำโดยให้คนเป็นกลางทำ ถ้าบอกว่าปรองดองด้วยการล้างผิดก็จะไม่มีทางปรองดอง เขาบอกว่าผู้สมัครเป็นนายกคือคุณยิ่งลักษณ์ ซึ่งตนไม่รู้จักคุณยิ่งลักษณ์ แต่ห่วงและกลัวทีมของคุณยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะทีมที่ชอบพูดเรื่องที่เกี่ยวกับคุณทักษิณ

 “ผมดูจากบัญชีรายชื่อส.ส.พรรคเพื่อไทย ผมกลัวทีมปรองดองจริงๆ ทั้ง นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หมอเหวง ภรรยาคุณอริสมันต์ ที่เห็นบนเวทีทั้งชุด ไม่แน่ใจว่าทีมปรองดองนี้จะปรองดองกับใคร เรื่องอะไร ดังนั้นการตัดสินใจในวันที่ 3 ก.ค. ต้องดูว่าประเทศจะเดินไปข้างหน้า เดินวน หรือถอยหลัง สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่ามีแต่ความตั้งใจนำพาประเทศเดินไปข้างหน้า คิดถึงนโยบายที่จะทำให้ประชาชน และทำทันทีในวันแรกที่มีโอกาส”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในระหว่างที่นายอภิสิทธิ์กำลังหาเสียงอยู่นั้น ปรากฏว่าทีมรปภ.ของนายอภิสิทธิ์มีการเสริมกำลังด้านหน้าของผู้หญิงร่างท้วมที่สวมชุดสีม่วงที่มานั่งฟังนายอภิสิทธิ์หาเสียงด้วย ซึ่งมีการสื่อสารกันว่าผู้หญิงคนดังกล่าวเป็นคนเสื้อแดงที่ชุมนุมหน้าวัดและเล็ดรอดเข้ามานั่งฟัง ซึ่งนอกจากผู้หญิงคนดังกล่าวแล้วยังมีคนเสื้อแดงที่ไม่ได้ใส่เสื้อแดงเข้านั่งฟังอีกประมาณ 10 กว่าคน และทันทีที่นายอภิสิทธิ์กล่าวจบก็เปิดโอกาสให้มีการซักถาม ซึ่งปรากฎว่ามีผู้หญิงสวมเสื้อแดงลายสก็อตลุกขึ้นถามนายอภิสิทธิ์ว่าให้เงิน 360 บาท แล้วซื้อชุดนักเรียนได้หรือไม่ เพราะราคาที่ซื้อจริง 400 กว่าบาท ดังนั้นโครงการเรียนฟรีของรัฐบาลจึงใช้ไม่ได้ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ตอบว่ารัฐบาลนี้ได้จัดงบประมาณจัดหาให้ ที่ต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมาที่รับปากว่าจะทำโครงการแต่ก็ไม่ได้ทำ ทั้งนี้จะรับไปแก้ไขในจุดที่ยังมีปัญหาอยู่ให้ แต่ผู้หญิงคนดังกล่าวบอกว่าจะไม่เชื่อรัฐบาลนี้อีกแล้ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากนั้นผู้หญิงเสื้อสีม่วงที่ถูกทีมรปภ.ประกบอยู่นั้นก็ลุกขึ้นโวยวายพร้อมในมือมีเอกสารสำเนาใบแจ้งความของสำนักงานตำรวจแห่งชาติสองใบ ทราบในภายหลังว่าชื่อนางมนัชยา สิริพงษ์ อายุ 44 ซึ่งระบุว่าเป็นผู้ได้รับผลกะทบจากการกระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยตะโกนว่า “ เราตกเป็นเหยื่อของการกระชับพื้นที่ เราทุกข์ทรมานมาตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. 53   แล้วคุณรู้สึกอย่างไรกับประชาชนที่ล้มตาย และคนที่ได้รับบาดเจ็บ พวกเรามีหลักฐาน   “ จึงทำให้ทีมรปภ.ที่ประกบติดอยู่แล้วพยายามกันตัว แต่ผู้หญิงคนดังกล่าวยังตะโกนต่อว่า “นายกฯไม่เคยรับผิดชอบ หรือเยียวยาอะไร นายกฯไม่รับผิดชอบเหยื่อที่ได้รับผลกระทบทั้งจากการปะทะ การยิงด้วยกระสุนยาง หรือแก๊สน้ำตา”

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างนั้นกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ 3 - 4 คน ได้เดินไปหานางมนัชยา พร้อมกับโห่ไล่   ทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องพูดผ่านไมโครโฟนว่าไม่เป็นไร อย่าไปทำอะไร และเชิญให้นางมนัชยามาพูดคุยกันที่บริเวณด้านหน้า จากนั้นนางนนัชยา จึงยอมมานั่งคุยกับนายอภิสิทธิ์แบบตัวต่อตัว โดยมีสื่อมวลชนและทีมรปภ.ล้อมรอบ

 นางนนัชยา กล่าวต่อหน้านายอภิสิทธิ์ว่า พวกตนไม่ต้องมาก่อกวนอะไร แต่อยากมาขอความเป็นธรรม และความจริงใจจากรัฐบาล ซึ่งนายอภิสิทธิ์ พยายามชี้แจงถึงเหตุดารณ์วันที่ 10 เม.ย. ว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์เกิดขึ้น “ เราเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ” แต่ที่สำคัญมันมีการไปปิดล้อม และรัฐบาลเองก็พยายามที่จะดำเนินการโดยตั้งกรรมการซึ่งเป็นคนกลางเข้ามา และเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาพบ และพูดคุยกัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย

 นางมนัชยา กล่าวว่า เราเป็นเหยื่อของการกระชับพื้นที่ ในวันที่ 10 เม.ย.เราทุกข์ทรมานใจ เรื่องการยิงแก๊สน้ำตา การยิงลูกยางลูกกระสุนเข้ามาหาประชาชน ถามว่าถ้าลูกกระสุนเหล่านี้ไปโดนครอบครัวของคุณบ้างจะเป็นอย่างไร คุณมาขอคะแนนเสียงจากประชาชน แต่พวกคุณ ยังไม่เคยขอโทษกับความรู้สึกของประชาชนที่สูญเสีย และได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ เราพยายามไปพบหลายครั้งแต่ก็ไม่อนุญาตให้เราพบ จนถึงวันนี้เราไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้ตอบว่า เหตุการณ์บานปลายเพราะมีการยิงเอ็ม 79 เข้าไป จนกระทั่งทหารเสียชีวิต   ขณะที่นางมนัชยาไม่ยอมสบตานายอภิสิทธิ์และยังกล่าวว่า ตนไม่ทราบ นายอภิสิทธิ์ จึงพยายามขอเอกสารหลักฐานต่างๆที่นางมนัชยามี จึงทำให้นายอลงกรณ์ พลบุตร พยายามเข้าไปขอเอกสารที่มีอยู่ในมือ แต่นางมนัชยาไม่ให้ โดยให้เหตุผลว่าไม่ให้เพราะไม่เชื่อใจ

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้สนทนาตอบโต้กันใช้เวลาประมาณ 5 นาที จากนั้นนายอภิสิทธิ์ จึงลุกขึ้นแหวกวงล้อมของสื่อมวลชนโดยมีทีม รปภ.เข้ามาห้อมล้อม และมีมวลชนผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์เข้ามารุมให้กำลังใจตะโกนว่าจะเลือกเบอร์ 10 จากนั้นอภิสิทธิ์ ขึ้นรถกลับออกมาทันที

 และจากนั้นเวลา 16.10 น.   นายอภิสิทธิ์ เดินทางเข้ามายังทำเนียบรัฐบาลใช้เวลาไม่ถึง 1 นาทีก็เดินทางกลับทันที มุ่งหน้ากลับบ้านพักที่ซอยสุขุมวิท 31 ทันที