
ส.แบงก์เสนอรัฐลดเงินนำส่งกองทุน
สมาคมแบงก์เสนอรัฐลดวงเงินนำส่งกองทุนคุ้มครองเงินฝาก หวังนำมาลดดอกเบี้ยเงินกู้ บรรเทาภาระลูกค้า หรือเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก ช่วยผู้มีรายได้ดอกเบี้ยมีแรงใช้จ่ายต่อ
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้มีข้อจำกัด เนื่องจากมีต้นทุนหลายอย่างที่ไม่สามารถลดลงได้ โดยจะเห็นได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยของธนาคารในไตรมาสแรกของปีที่ปรับตัวแคบลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามโครงสร้างของเงินฝากและเงินกู้ที่ได้ปรับลดลงไปก่อนหน้านี้ แม้รายได้ดอกเบี้ยของธนาคารในไตรมาสแรกจะยังไม่ลดลง เนื่องจากสินเชื่อยังคงขยายตัว
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในต้นทุนทางการเงินของธนาคารที่สามารถปรับลดลง ก็คือภาระเงินนำส่งเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากในอัตรา 0.4% ให้สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งหากทางการสามารถปรับลดวงเงินนำส่งดังกล่าวลงได้จะทำให้ธนาคารส่งผ่านเม็ดเงินดังกล่าวไปยังลูกค้า โดยช่วยลดดอกเบี้ยเงินกู้หรือเงินฝากให้กับลูกค้าได้ตามสัดส่วนเงินนำส่งที่ลดลง
การปรับลดดอกเบี้ยในขณะนี้ ไม่มีผลต่อความต้องการสินเชื่อแล้ว ต่างจากภาวะปกติที่การลดดอกเบี้ย จะทำให้ปริมาณสินเชื่อเพิ่มขึ้น แต่ในภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ต่อให้ลดดอกเบี้ยมากเท่าไหร่ สินเชื่อก็ไม่เพิ่ม แต่หากดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง จะเป็นการบรรเทาภาระต้นทุนการเงินให้ผู้กู้เดิมในภาวะที่เศรษฐกิจหดตัว ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยในภาวะเช่นนี้ต้องคำนึงถึงผู้ฝากด้วย เพราะหากผู้ฝากที่อาศัยรายได้ดอกเบี้ยในการใช้จ่ายได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยที่ลดลงก็จะส่งผลต่อการใช้จ่ายของประเทศและเป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจต่อเนื่องไป
“หากแบงก์ลดดอกเบี้ยได้เท่าจำนวนที่ลดการนำส่งเงินเข้ากองทุนฯ ผู้กู้ก็จะสะดวกขึ้น หรือนำมาเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากให้ลูกค้าแบงก์ก็ทำได้ ซึ่งเป็นผลดีกับเศรษฐกิจในปัจจุบันด้วย เพราะเงินก้อนนี้เป็นเงินที่เอาไปเก็บสำรองไว้เผื่อวิกฤติ แต่ในขณะนี้ ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์อยู่ที่ 0.50% แต่เงินนำส่งอยู่ที่ 0.4% คิดเป็น 80% ของอัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้าได้รับอยู่ในขณะนี้ หากเกิดวิกฤติขึ้นมาทางการก็สามารถใช้แนวทางการออกพันธบัตรมาเหมือนปี 2540 ได้” นายอภิศักดิ์กล่าว



