
นโยบายสายรุ้งในการลากตั้งของไทย
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดถึงบรรยากาศของการเลือกตั้งของ สิงคโปร์ ด้วยความชื่นชมทั้งในด้าน วิสัยทัศน์ และ กระบวนทัศน์ คราวนี้ลองหันกลับมามองการ ลากตั้ง ของ ไทย ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ
มี “วิสัยทัศน์” อย่างไร และมี “กระบวนทัศน์” อย่างไร สิ่งหนึ่งที่เป็นเครื่องชี้วัดที่คงไม่มีใครปฏิเสธได้แน่นอนในระบบการเมืองไทย คือ การที่พรรคการเมืองที่มีขนาดเล็กกลับมีอำนาจล้นฟ้ากว่าพรรคการเมืองใหญ่ เพราะเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างยิ่งในการจัดตั้งรัฐบาล
จะเห็นได้ว่ากระทรวงหลักๆ ที่มีผลโดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของประเทศ เช่น กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในการกำกับดูแลของพรรคการเมืองขนาดเล็ก เป็นผลให้พลังในการขับเคลื่อนประเทศจึงอ่อนล้า เพราะขาดเอกภาพ ผลออกมาในภาพรวมก็ชัดเจนครับ นอกจากจะก่อให้เกิดความขัดแย้งและขาดเสถียรภาพทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง (ทั้งในสภาและนอกสภา) แล้ว หากมองในภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน “ไทย” มีอัตราการเติบโต 4-5% ต่อปี เทียบกับ "เวียดนาม” กำลังมาแรงแซงหน้ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึง 7-8% ต่อปี
การ “ลากตั้ง” ที่กำลังจะเกิดขึ้นครั้งนี้ ทุกพรรคล้วนแต่นำเสนอนโยบายเชิง “สายรุ้ง” ที่ดูสวยงามแต่ไกลเกินเอื้อมจับต้องไม่ได้ และยังเป็นนโยบายที่ไม่ยั่งยืนสักพักก็จางหายไป อีกทั้งยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเชิงโครงสร้างว่าในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าประเทศจะก้าวไปอย่างมีเสถียรภาพในทิศทางใดทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ดังจะเห็นได้ว่าบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเสนอนโยบายทางด้านต่างประเทศน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย เพราะอีกไม่นานก็จะเกิดระบบ “การค้าเสรี” แบบไร้พรมแดนในภูมิภาค “อาเซียน” ซึ่งจะเป็นสาระสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
นอกจากนั้น นโยบาย “สายรุ้ง” ยังสะท้อนออกมาชัดเจนถึงความสวยงามในความฝัน เพราะเป็นนโยบายที่ฟังแล้วโดนใจเชิง “ประชานิยม” ที่บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ได้รับประโยชน์ จากฐานคะแนนเสียงสำคัญกลุ่มใหญ่ที่สุดคือ ผู้ใช้แรงงาน และลูกจ้างในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งกลุ่มนี้ได้มีสัดส่วนเพิ่มปริมาณขึ้นจากคนในภาคเกษตรกรรม ดังนั้น นโยบายนอกจากจะโดนใจผู้ใช้แรงงานและเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการหาเสียงโดยตรงให้แก่ผู้แทนในสัดส่วน “ปาร์ตี้ลิสต์” เมื่อสถานการณ์ในการ “ลากตั้ง” เป็นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นกรรมของประเทศครับ เพราะไม่มีพรรคการเมืองใดให้ความสนใจอย่างชัดเจนกับการแก้ไขปัญหาในทางโครงสร้าง ทำให้ไม่มีนโยบายชัดเจนกับการแก้ปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ผมอยากย้ำว่าหากสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนเท่าเทียมนานาอารยประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สิงคโปร์” ได้ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนทั้ง “วิสัยทัศน์” และ “กระบวนทัศน์” ซึ่งฟังดูแล้วอาจจะทำได้ยากและเป็นไปได้ยาก แต่อย่างไรเสียก็ต้องทำครับ
สำหรับผมแล้วปัญหาหลักถูกละเลยมานานที่จำเป็นจะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ “ความไม่เป็นธรรมในสังคม” ที่นำไปสู่ “ความเหลื่อมล้ำ” และนำไปสู่ “การขาดเสถียรภาพ” ในทุกมิติ ซึ่งความไม่เป็นธรรมของผมนี้ ครอบคลุมไปถึงความไม่เป็นธรรมทั้งในด้านสิทธิและเสรีภาพตลอดจนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่หมักหมมทางโครงสร้าง
ในขณะที่นโยบาย “สายรุ้ง” เชิง “ประชานิยม” ของพรรคการเมืองต่างๆ ทำได้เพียงแค่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและผ่อนผันการชำระหนี้ ตลอดจนการปรับลดภาษีนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ เมื่อปัญหาทางโครงสร้างยังคงอยู่ที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข ก็เลยเป็นผลให้พรรคการเมืองขนาดเล็กก็ยังคงมีบทบาทและเป็นตัวแปรที่สำคัญกับการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แล้วเมื่อการเมืองไทยยังคงตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ทำให้เกิดสภาวะ “ลากตั้ง” เช่นนี้ ก็ไม่รู้จะ “เลือกตั้ง” ไปทำไมสิ้นเปลืองงบประมาณเปล่าๆ ครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



