
นิรโทษกรรม
คำกล่าวของ "อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เช้าวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน เกี่ยวกับเรื่อง "การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายนิรโทษกรรม" ที่ระบุว่า
"...ในวันนี้ผม คณะรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล มีข้อสรุปให้พรรคการเมืองต่างๆ ไปทำการสรุปว่าปัญหาที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในบทบัญญัติในรัฐธรมรนูญมีเรื่องใดบ้าง โดยให้มีการรวบรวมให้เสร็จภายในสองสัปดาห์ จากนั้นก็จะนำมาดู และจะให้สังคมให้ฉันทามติได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลก็พร้อมจะเดินหน้าแก้ไข..."
ซึ่งสอดรับกับข่าว "พรรคร่วมรัฐบาล" อาศัยจังหวะที่รัฐบาลถูกปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะปัญหาการจัดการกลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาต่อต้านรัฐบาล ที่อาจจะส่งผลกระทบต่ออายุของรัฐบาล เสนอให้ "พรรคประชาธิปัตย์" ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่นักการเมืองที่ถูกศาลสั่งให้เว้นวรรค 5 ปี ทั้งในส่วนของ 111 คน และล่าสุด 109 คน
โดยอ้างว่า เพื่อหาทางออกให้การเมืองที่ดูเหมือนว่ากำลังเดินเข้าสู่ความรุนแรง
เพราะมีการประเมินกันว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่ม "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อเช้าตรู่วันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา อาจเกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา
โดยเหตุการณ์ครั้งนี้อาจจะทำให้สังคมที่แบ่งแยกออกเป็น 2 ฝ่ายอยู่แล้ว มีการตอบโต้กันโดยใช้กำลังอาวุธเข้าไปจัดการผู้นำของแต่ละฝ่ายและลุกลามไปหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย
ความรุนแรงอาจถึงขั้นเข้าสู่เงื่อนไขเป็นสงครามระหว่างมวลชน
นับจากนี้ ขบวนการจัดการ "เก็บผู้นำ" ทางการเมืองจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยมีการประเมินกันว่า นับจากนี้ไป "แกนนำคนเสื้อแดง" อาจถูกลอบยิง และจะตามมาด้วยประชาชนของทั้งสองฝ่าย ทั้ง "เสื้อเหลือง" และ "เสื้อแดง" จะมีการปะทะกันอย่างรุนแรง และลุกลามถึงขั้นมีการใช้อาวุธเข้าห้ำหั่นกัน
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลภายใต้การนำของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ไม่เข้าไปจัดการหรือยุติปัญหา เหตุการณ์ก็จะลุกลามพัฒนาไปเรื่อยๆ
ขณะที่พื้นที่ชนบทห่างไกลข้อมูลข่าวสาร มีการปลุกระดมนำเสนอภาพการใช้กำลังทหารเข้าไปสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยไม่มองว่า "ระดับนโยบาย" เป็นการบริหารคนละรัฐบาล
สิ่งที่จะชะลอปัญหาให้ลุกลามคือ "รัฐบาล" ต้องแก้ปัญหาการเมืองให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยให้การหวงอำนาจรัฐนำไปสู่สงครามมวลชน
รัฐบาลต้องเร่งคืนอำนาจให้ประชาชน อย่างน้อยผลการเลือกตั้งแพ้-ชนะ จะทำให้ความชอบธรรมการปะทะของมวลชนน้อยลงและหมดไป
สิ่งที่หลงเหลือจะเป็นเพียงการก่ออาชญากรรม แต่ "อาชญากรรมทางการเมือง" จะหมดไป
อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาล "หวงอำนาจ" สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจะทำลายความชอบธรรมในการบริหารประเทศของรัฐบาลเอง
ต้องยอมรับว่า การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงของรัฐบาลที่กระทำการโดยละม่อม ได้รับเสียงตอบรับและเป็น "ขวัญใจ" ของสังคมภายในประเทศและในสายตาของชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก
ถือเป็นรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย สามารถรักษาความสงบให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้ แม้ว่าช่วงแรกจะเกิดความเสียหายทั้งภาพลักษณ์และภาพพจน์ของประเทศและรัฐบาลก็ตาม
จึงถือว่า ขณะนี้รัฐบาลมีคะแนนนิยมจากประชาชนได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นหลังการประชุมร่วมรัฐสภาโดยไม่มีการลงมติในวันที่ 22-23 เมษายน เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หาก "นายกฯ อภิสิทธิ์" ประกาศกำหนดวันยุบสภา เชื่อว่าสถานการณ์ความรุนแรงน่าจะลดน้อยลง
เนื่องจากกำลังปฏิบัติการที่มาร่วมชุมนุมมากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะ "กลุ่มคนเสื้อแดง" เป็นกำลังของ ส.ส. หากรัฐบาลกำหนดวันยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่ จะทำให้ ส.ส.และแกนนำหรือหัวคะแนน ต้องเริ่มทำงานในพื้นที่เพื่อเตรียมพร้อมในการหาเสียง
แม้ว่า "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะถูกกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งแนวโน้มคงไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ดูจะไหวตัวทัน สังเกตได้จากการออกมาพูดดักคอว่า
"ความผิดทางการเมืองที่เกิดขึ้นจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม สมควรจะได้รับการแก้ไขหรือไม่ ตรงนี้ผมก็เปิดใจกว้างพร้อมที่จะรับฟัง แต่ผมขอย้ำอีกครั้งว่า เราต้องแยกความผิดทางการเมืองออกจากความผิดทางอาญา ความผิดทางอาญา เช่น การก่อการจลาจล การยุยงปลุกปั่นที่อยู่นอกเหนือจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ รวมถึงความผิดอื่นๆ เช่น การใช้อำนาจรัฐไปในทางที่ไม่ถูกต้อง การทุจริตคอรัปชั่น เป็นต้น เหล่านี้ต้องแยกออกมา และไม่ควรนำมารวมกัน เพราะว่าในส่วนหลังนี้ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นประชาธิปไตยแต่อย่างใด"
แม้ "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะถูกกดดันอย่างไร แต่ก็ไม่ยอมเป็นเป้านิ่งให้ถูกกระทำฝ่ายเดียว!



