
สมัครปาร์ตี้ลีสต์วันแรกกองเชียร์เพียบ
รับสมัครปาร์ตี้ลีสต์วันแรกคึกคัก กองเชียร์-สื่อเพียบ "ชาติไทยพัฒนา"มาแต่ไก่โห่ "ชุมพล"ไม่หวั่นจับเบอร์อะไรก็ได้ ตำรวจรักษาความปลอดภัยเข้มรอบสนามไทย-ญี่ปุ่น ด้าน"บรรหาร" บอกอดห่วงไม่ได้ ยกเลิกขบวนแห่กระทันหันหวั่นผิดกฎหมาย ขณะที่"มาร์ค"นำทีมปชป.สักการะพระแ
(19พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการรับสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่นดินแดง ตั้งแต่เช้ามืด นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมสมาชิกเป็นพรรคการเมืองแรกที่เดินทางถึงสนามกีฬา ไทย-ญี่ปุ่น ตั้งแต่เวลา 05.44 น.โดยนายชุมพล กล่าวว่า "ขอให้ได้บัญชีรายชื่อ 6 คน เบอร์อะไรก็ได้ เพราะครั้งที่แล้วเบอร์ 13 ยังได้ตั้ง 35 คน"
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีสื่อมวลชนและผู้สนับสนุนแต่ละพรรคเป็นจำนวนมาก เต็มพื้นที่ลานหน้าทางเข้าสนามกีฬา ซึ่งสื่อมวลชนต้องลงทะ เบียนเข้างานกับกกต.ไว้ก่อนหน้านี้ จะสามารถเข้าสู่ภายในสถานที่จัดงานได้ ขณะเดียวกันไม่พบว่ามีขบวนแห่ กลองยาวของพรรคการเมืองเนื่องจากกกต.ได้ออกระเบียบห้ามไว้ ส่วนการรักษาความปลอดภัยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่เทศกิจยืนรักษาความปลอดภัยรอบพื้นที่การจัดงานอย่างเข้มงวด
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ณ สนามกีฬาไทยญี่ปุ่น -ดินแดง สถานที่รับสมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยเวลา 06.15 ที่หน้าประตูทางเข้าแน่นด้วยกองเชียร์ โดยมีป้ายพรรครักษ์ประเทศไทย ของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ขณะที่กองเชียร์สองพรรคใหญ่อย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยยังมาไม่ถึง มีเพียงขบวนรถหาเสียงที่มีภาพของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จอดรออยู่เท่านั้น นอกจากนี้บรรยากาศในการสมัครวันนี้ไม่มีขบวนแห่ กลองยาว หรือการเชียร์ที่มีความบันเทิง เนื่องจากเกรงกลัวข้อบังคับของ กกต. ขณะที่การจราจรโดยรอบเริ่มติดขัดแล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวในการสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อว่า ในช่วงเช้าก่อนที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปสมัครรับเลือกตั้งแกนนำพรรคนัดรวมตัวที่พรรคเพื่อสักการะพระแม่ธรณีบีบมวยผม จากนั้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคนำทีมเดินทางไปยังสนามไทยญี่ปุ่น-ดินแดง ด้วยรถบัส 2 คัน ทั้งนี้ที่พรรคมีผู้สื่อข่าวรอทำข่าวจำนวนมากและรอเคลื่อนขบวนไปพร้อมๆกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 04.00 น.แกนนำพรรคอาทิ นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายประภัตร โพธสุธน นายธีระ วงศ์สมุทร และนายนิกร จำนง มาเตรียมความพร้อมก่อนเดินทางไปยังอาคารกีฬาเวสน์ 2 เพื่อไปสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดยเวลา 04.39 นายบรรหารได้นำแกนนำของพรรคเข้าสักการะ"พระองค์เจ้าอัพภันตรีปชา" เพื่อขออวยพรเพื่อกำลังใจในการเดินทางไปจับหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร จากนั้นนายชุมพลนำขบวนกองเชียร์เกือบ 100 คนไปยังสถานที่สมัคร โดยนายบรรหารไม่ได้เดินททางไปด้วย มีเพียงนายประภัตรได้นำทีมกองเชียร์จากจ.สุพรรณบุรีเดินทางไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเดิมได้มีการจัดเตรียมกลองยาว แตรวง และรถแห่ โดยได้ทำการซักซ้อมกันตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวันที่ 18 พ.ค.แต่ต้องยกเลิกกะทันหัน ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีคำเตือนให้พรรคการเมืองระวังการจัดมหรสพที่อาจเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย เลือกตั้ง ทำให้เหลือป้ายผ้า ธง และกองเชียร์ที่สวมเสื้อสีชมพูของพรรคเท่านั้น
ต่อมาเวลา 05.10 น. นายบรรหาร ให้สัมภาษณ์ว่า เดินทางมาส่งสมาชิกเพราะตนไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่ายกิจการของพรรคการเมือง แต่ด้วยความห่วงใยห้ามกันไม่ได้ ทั้งนี้ไม่ได้ให้พรอะไรมาก เพียงแต่ย้ำว่าให้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด สำหรับการจัดลำดับผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจำนวน 125 คนที่ผ่านมา ถือว่าพอดูได้เป็นที่สบายใจ ไม่มีความยุ่งยากเหมือนการเลือกตั้งเมื่อปี 50 ที่เป็นระบบสัดส่วนแบ่งเป็นกลุ่มจังหวัด มีความซับซ้อนมาก เพราะไม่ได้แบ่งตามภูมิภาค แต่ครั้งนี้ไม่ได้ยุ่งยาก และอยากให้ยึดระบบนี้เป็นหลักตลอดไป เพราะเห็นว่าเป็นระบบที่ดีที่สุด ไม่อยากเห็นนักวิชาการคนไหนอุตริไปเปลี่ยนระบบอีก เนื่องจากคนร่างกติกาไม่ได้ลงสมัครเลือกตั้ง จึงยากที่จะเข้าใจการเลือกตั้งเช่นเดียวกับการออกระเบียบของกกต. ซึ่งผลให้ผู้สมัครไม่สามารถกระดิกตัวได้มาก มีการออกข้อห้ามหยุมหยิมเต็มไปหมด
“เหมือนเรื่องคดียุบพรรคที่ทำให้พรรคการเมืองเกิดความอ่อนแอ ผมยังแค้นอยู่ในใจไม่หาย เหลือเวลาอีก 2 ปีครึ่งไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาตายน้ำตื้น ถ้าตายในน้ำทะเลก็ยังพอไหว แต่นี่ดันมาตายน้ำตื้นในบ่อปลาดุก เรื่องนี้เคยตกลงกับพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น สุดท้ายก็ทำได้แค่นี้ ” นายบรรหาร กล่าว
นายบรรหาร กล่าวว่า หลังวันที่ 28 พ.ค.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการสมัครส.ส.ระบบเขตทางพรรคจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง โดยจะมีการเปรียบเทียบกับผู้สมัครของพรรคและพรรคการเมืองอื่นในพื้นที่เดียวกันว่ามีความได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไร เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการลงพื้นที่หาเสียงต่อไป เบื้องต้นคาดว่าจะลงพื้นที่ในภาคอีสานก่อน เช่น สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด จากนั้นจะลงพื้นที่ภาคกลาง ไม่ว่าจะเป็นสุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี อุทัยธานี ปทุมธานี ราชบุรี นครปฐม นครสวรรค์ รวมถึงจังหวัดพิจิตร
“ส่วนตัวไม่ได้ประเมินว่าจะได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเท่าไหร่ เพียงแต่จะทำให้ได้มากที่สุด ส่วนระบบเขตก็หวังในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานีที่คาดว่าจะได้ 3 เขต และจังหวัดขอนแก่นเขตของเรือเอกสมรักษ์ คำสิงห์ และพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ของนายสุระ แสนคำ หรือเขาทราย กาแลกซี่ แต่ที่น่าเสียดายคือนายเฉลิมพล มาลาคำ นักร้องหมอลำชื่อดัง ที่ขอถอนตัว เนื่องจากภรรยาเป็นคนเสื้อจึงไม่ให้ลงสมัคร รวมถึงนายเจริญ ชูมณี หรือเจริญทอง เกียรติบ้านช่อง อดีตแชมป์มวยชื่อดัง ลงสมัครไม่ได้เพราะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แต่อย่างไรก็ตามจะมีนักร้องหมอลำชื่อดังมาลงสมัครอีกคน แต่ยังบอกไม่ได้ ส่วนที่บอกว่าได้ทาบทามอดีตนางสาวไทยก่อนหน้านี้ก็ยกเลิกไปแล้ว เพราะมีปัญหามากมาย ไม่รู้จะดูแลอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้ดูแล สุดท้ายก็หนีไม่พ้นผมต้องดูแลเอง ” นายบรรหาร กล่าว
นายบรรหาร กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองหลังการเลือกตั้งคิดว่าน่าจะดีขึ้นบ้างเล็กน้อย แต่ปัญหาความขัดแย้งก็ยังไม่หมด การทะเลาะกันก็ยังไม่หมด จะทำให้เศรษฐกิจก็ยังไม่ดีขึ้น ตนเคยเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าควรยุบสภา 6 เดือนครั้ง เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง ทั้งนี้เห็นว่าอะไรในอดีตถ้าให้อภัยกันได้ก็ควรอภัยกันทุกฝ่าย ที่ผ่านก็เห็นความวุ่นวายเต็มไปหมด ฟ้องศาลและอัยการจนต้องมีการขอประกันตัววุ่นวายไปหมด
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงเวลาที่จะนิรโทษกรรมหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรให้อภัยกัน แต่กระบวนการดำเนินการต้องมาดูกันว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้
“คนเราควรจะปลงกันได้แล้ว อีกหน่อยคนเราก็ไปแล้ว ไม่มีอะไรแน่นอน การไปงานศพบ่อยทำให้ผมปลงได้เยอะ อย่างที่ผ่านมาผมมีศัตรูเยอะสุด มีคนเล่นผมไว้เยอะในช่วงที่เป็นนายกฯแต่ตอนนี้ผมลืมหมดแล้วให้อภัย ดังนั้นคนเราควรให้อภัยกัน ” นายบรรหาร กล่าว
เมื่อถามว่าบ้านเลขที่ 111 จะพ้นจากการถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ควรที่จะยุบสภาเพื่อเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้าสู่การเมืองหรือไม่ นายบรรหารกล่าวว่า ยังตอบไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าหน้าตาของรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้ดี รอตนกับพวกบ้านเลขที่ 109 ที่จะพ้นโทษในปี 56 พร้อมกันแล้วยุบสภาครั้งเดียวจะดีกว่า



