
มาเลย์เผยแผนเศรษฐกิจสีเขียวดึงนักเศรษฐศาสตร์ระดับโลก-ยูเอ็นร่วมคิด
กัวลาลัมเปอร์- มาเลเซียเริ่มดำเนินแผนการสร้าง "เศรษฐกิจสีเขียว" ของประเทศ โดยอาศัยความช่วยเหลือจากนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก และหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของยูเอ็น
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (18 พ.ค.) ว่ารัฐบาลมาเลเซียริเริ่มดำเนินการตามแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจภายใต้การริเริ่มของนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรี ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วโดยมีเป้าหมายในการยกระดับมาเลเซียเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2563 โดยรัฐบาลมาเลเซียชุดปัจจุบันได้กำหนดแผนการสร้างสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และการเปิดเสรีตลาดการเงิน เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและขยายเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแผนการดึงดูดการลงทุนของมาเลเซียจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวในวงจำกัด
เมื่อวันอังคาร (17 พ.ค.) นายนาจิบ ได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมโลก ณ นครนิวยอร์ก เพื่อกำหนดทิศทางในการนำมาเลเซียไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ทั้งยังเพิ่มรายได้ต่อหัวของประชากรเป็น 2 เท่าสู่ระดับ 4.5 แสนบาทต่อหัวต่อปี ในอีก 19 ปีข้างหน้า
ที่ประชุมประกอบไปด้วยนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของโลก เช่น ศาสตราจารย์ เจฟฟรี แซคส์ หัวหน้าสถาบันโลกแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และนายราเชนทรา ปาชูอารี ประธานคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศแห่งสหประชาชาติ รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศ โดยมีการหารือถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมปาล์ม ของมาเลเซียด้วยการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไปสู่อาหาร หรือเชื้อเพลิง รวมทั้งการลดของเสีย และพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเพื่อลดปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าอย่างรวดเร็ว
นอกจากนั้นวิสัยทัศน์ด้านการเป็น "เศรษฐกิจสีเขียว" ของมาเลเซียนั้นจะเป็นการก้าวข้ามการเป็นประเทศศูนย์กลางอุตสาหกรรม และมุ่งสร้างประเทศที่ "ปล่อยก๊าซมลภาวะต่ำ ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิผล และมีประชากรสุขภาพดีและมีการศึกษา" อีกทางหนึ่ง
นายนาจิบ กล่าวด้วยว่า คณะกรรมการที่ปรึกษา แนะนำให้มาเลเซียเพิ่มจำนวนนักวิทยาศาสตร์ และนักเทคนิค ผู้ประกอบการ และนวัตกรรมภายในประเทศ รวมทั้งพัฒนาเมืองและหมู่บ้านอัจฉริยะ และ บริหารจัดการด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพสูง
ทั้งนี้ นายเว่ย เซี่ยง นักเศรษฐศาสตร์แห่งซิตี้กรุ๊ป มองว่าปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียบรรลุผลสำเร็จในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) แต่ก็อยู่ภายใต้แรงกดดันจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงภายใน 1 ปีข้างหน้า



