
ดีเบตไม่ใช่การทะเลาะกันให้ชาวบ้านฟัง
น่าเสียดายว่าคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ จะไม่มีโอกาสได้ชมและฟัง การแลกเปลี่ยนความเห็นอย่างตรงไปตรงมา
ระหว่างพรรคคู่แข่งที่เรียกว่า “ดีเบต” ตามมาตรฐานสากล
ทั้งๆ ที่คนไทยมีคำถามที่ต้องการให้ผู้อาสามาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งต้องตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ และตอบกันต่อหน้าต่อตาซึ่งกันและกัน
ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องที่ทั้งสองพรรคใหญ่คือ “เพื่อไทย” และ “ประชาธิปัตย์” ต่างก็ใช้นโยบาย “ประชานิยม” มาหาเสียง ต่างคนต่างอ้างว่าอีกฝ่ายหนึ่งขโมยความคิดของตนไปใช้...ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายก็เอาแนวทางแห่ง populist policies ของประเทศอื่นมาใช้เหมือนกันนั่นแหละ
ไม่ว่าจะเรียกว่า “ประชานิยม” หรือ “ประชาภิวัฒน์” ประเด็นก็เหมือนกันตรงที่เอาเงินภาษีประชาชนมาใช้เพื่อการ “ลดแลกแจกแถม” ในช่วงหาเสียงนี้ เพื่อจะหาคะแนนนิยมให้แก่ตนเองมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น
หากมีการ “ดีเบต” ทางทีวี วิทยุ และในเวทีกลางที่เปิดเผย คำตอบต่อคำถามของประชาชนก็จะได้รับคำตอบที่ประชาชนจะประเมินได้เอง ว่าจะเชื่อฝ่ายไหนมากกว่ากัน
แต่หากต่างคนต่างพูด พูดกันคนละเวที ใช้วาทกรรมของตนเพื่อเสียดสีกระทบกระแทกอีกฝ่ายหนึ่ง ผู้มีสิทธิออกเสียงก็ไม่อาจจะวัดได้ว่าคำตอบของใครน่าเชื่อถือกว่ากัน
ในการ “ดีเบต” ที่มีคุณภาพนั้น ประชาชนสามารถถามตรง ถามสด ถามอย่างไม่อ้อมค้อมได้
ขณะที่การที่ต่างฝ่ายต่างแถลงข่าววิจารณ์อีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นการเลือกเอาเฉพาะประเด็นที่ตนได้เปรียบสาดใส่อีกฝ่ายหนึ่ง
ไม่เข้าเป้า ไม่เป็นธรรมและไม่ได้สาระของเรื่องที่ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยพึงจะได้
หลายประเด็นของการเลือกตั้งคราวนี้ที่ประชาชนต้องการคำถามตรงๆ จากพรรคการเมืองที่อาสาจะมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้า
เช่นนโยบาย “สมานฉันท์” หลังการเลือกตั้งเพื่อให้ประเทศชาติ พ้นจากวงจรแห่งความตึงเครียดและรุนแรง อย่างที่ได้ประสบมาหลายปีแล้ว
พรรคไหนจะมีมาตรการแห่งความปรองดองอย่างไร ?
พรรคไหนที่หาเสียงด้วยการจะเสนอ “นิรโทษกรรม” สำหรับความผิดทางการเมือง จะต้องตอบคำถามตั้งแต่ตอนนี้ว่า อะไรคือความผิดการเมืองและอะไรอยู่ในข่ายของนิรโทษกรรม?
อีกหัวข้อหนึ่งที่ควรจะต้องมีการถามไถ่กันให้แน่ชัด คือ ทิศทางนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของประเทศในภาวะที่โลกกำลังผันผวนอย่างยิ่ง เพราะราคาอาหารการกินแพงขึ้น ราคาน้ำมันขึ้นลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือไทยจะเตรียมตัวสำหรับ “ประชาคมอาเซียน” ในอีกสี่ปีข้างหน้าอย่างไร?
หากผู้อาสาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปของทุกพรรคนั่งลงพร้อมหน้ากัน และมีคนถามแทนประชาชนคนไทยกันสดๆ ก็จะได้วิสัยทัศน์ของผู้อาสาแต่ละคนว่า จะทำอย่างไรคนไทยจึงเลิกแบ่งฝ่ายแบ่งสี รัฐบาลหน้าควรจะแก้ปัญหาไทยกับกัมพูชาอย่างไร และใครจะมีวิธีปราบคอรัปชั่นที่น่าสนใจกว่ากัน
และมีคำถามสำคัญว่าด้วยการสอบสวน 91 ศพในเหตุการณ์เมษา-พฤษภาปีที่แล้ว ว่าจะเดินหน้าให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างไร ?
อีกทั้งยังจะต้องถามด้วยว่า หากใครขึ้นมาเป็นนายกฯ จะทำอย่างไรกับข้อเสนอ “ปฏิรูป” ของคณะกรรมการปฏิรูปแห่งชาติ ที่มีคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ซึ่งเพิ่งสรุปเนื้อหาของข้อเสนอเพื่อให้พรรคการเมืองนำไปหาเสียงได้
ถ้าใครอยากรู้ว่านายกฯ ผู้ชายกับผู้หญิงอย่างไรดีกว่ากัน? หรือจะทำอย่างไรกับทักษิณ ชินวัตร หากแต่ละคนได้เป็นนายกฯ?
เหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่นักการเมืองจะต่างคนต่างตอบ หรือเลี่ยงที่จะตอบ หรือตอบข้างๆ คูๆ อย่างที่ผ่านมาไม่ได้
ถ้าไม่มีรายการดีเบต “ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์” จะมีรายการ “อภิสิทธิ์-ทักษิณ” ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ก็ไม่ผิดกติกาอันใดมิใช่หรือ?
สำคัญคือต้องสดและประชาชนต้องตั้งคำถามได้อย่างตรงไปตรงมา
สุทธิชัย หยุ่น



