ข่าว

ยอดเงินกู้ใหม่พุ่ง1.6ล้านบัญชีวงเงินไตรมาสแรก4.8แสนล.-กู้ซื้อรถยนต์สูงสุด

ยอดเงินกู้ใหม่พุ่ง1.6ล้านบัญชีวงเงินไตรมาสแรก4.8แสนล.-กู้ซื้อรถยนต์สูงสุด

19 พ.ค. 2554

เครดิตบูโรเผยไตรมาสแรกสินเชื่อใหม่พุ่ง 1.6 ล้านบัญชี วงเงิน 4.8 แสนล้านบาท สินเชื่อส่วนบุคคลเยอะสุด กู้ซื้อรถยนต์สูงถึง 1.68 แสนล้านบาท ห่วงค่าครองชีพแนวโน้มเพิ่มขึ้น ฉุดความสามารถในการคืนหนี้ ดันหนี้เน่าเพิ่ม

 นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือเครดิตบูโร เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาพบว่าสถาบันการเงินขอตรวจสอบข้อมูลจากเครดิตบูโรประมาณ 4.4 ล้านครั้งหรือเฉลี่ย 1.46 ล้านครั้งต่อเดือนสูงกว่าไตรมาสก่อนเฉลี่ยอยู่ที่ 1 ล้านรายการต่อเดือนหรือเพิ่มขึ้น 10% เนื่องจากมีการขอสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้นมาก โดยมีการเปิดบัญชีใหม่ทั้งสิ้น 1.6 ล้านบัญชี วงเงิน 4.8 แสนล้านบาท เป็นบัญชีสินเชื่อส่วนบุคคลมากสุด 5 แสนบัญชี แต่วงเงินกู้ซื้อรถยนต์มีมากสุด 1.68 แสนล้านบาท ส่วนยอดขอกู้ซื้อบ้านมีประมาณ 8.3 หมื่นราย วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท เฉลี่ยมียอดคงค้างรายละ 1.4 ล้านบาท

 สำหรับในจำนวนฐานข้อมูลของเครดิตบูโรมีจำนวนลูกหนี้ประมาณ 20 ล้านราย จำนวน 62.5 ล้านบัญชี แต่มีบัญชีที่มีการเคลื่อนไหวเพียง 37.5 ล้านบัญชี ซึ่งไม่แตกต่างจากไตรมาสก่อนมากนัก โดยพบว่าในจำนวนนี้มีหนี้ค้างชำระเกิน 91 วันหรือเป็นลูกหนี้เอ็นพีแอลจำนวน 5.4 ล้านบัญชี และเป็นกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลมากสุด 2.4 ล้านบัญชี ส่วนกลุ่มที่ต้องระมัดระวังหรือติดตามใกล้ชิด เช่น มีหนี้ค้าง 2-3 งวด มีประมาณ 1.5 ล้านบัญชี

 ทั้งนี้ จากข้อมูลสินเชื่อไตรมาสแรกที่ขยายตัวถึง 13.4% พบว่า เป็นสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ขยายตัว 16.3% และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ขยายตัวถึง 31.8% และขณะนี้ยิ่งมีการกระตุ้นการแข่งขันในการเสนอสินเชื่อของสถาบันการเงิน เช่น การให้สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ย 0% นาน 2 ปี การรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเครดิตดอกเบี้ย 0.1% สำหรับกลุ่มที่มีประวัติดี น่าจะทำให้สถาบันการเงินมีการแข่งขันกันเพื่อดูแลลูกหนี้ที่ดีเอาไว้มากยิ่งขึ้น

 “กลุ่มลูกหนี้บัตรเครดิตปัจจุบันมีจำนวน 13.6 ล้านราย มีกลุ่มที่เข้าข่ายคือประวัติดีและมีมูลหนี้ไม่เกิน 3 แสนบาท ประมาณ 11.5 ล้านบัญชี มูลหนี้ 1.5 แสนล้านบาท และที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมีประมาณ 5 ล้านบัญชี เชื่อว่าแต่ละแบงก์คงมีแคมเปญออกมาดูแลลูกค้าเอาไว้ เพราะวงเงินรีไฟแนนซ์ 1 หมื่นล้านบาทคิดเป็นเพียง 6.57% ของมูลหนี้รวมเท่านั้น” นายสุรพลกล่าว

 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงคือ การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมัน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ โดยหากมีภาระที่ต้องชำระหนี้ 50-60% ของรายได้ต่อเดือนยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระค่างวดเป็นรายเดือน เมื่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอาจกระทบค่างวดที่ตกลงไว้ ยิ่งกลุ่มที่มีหนี้ 2 บัญชีขึ้นไปจะยิ่งน่าเป็นห่วง