
พาณิชย์บีบ"ไข่ไก่-เนื้อหมู"ลดราคาชี้ผลผลิตออกตลาดมากขึ้น-ยันสินค้าอื่นยังไม่ขึ้น
พาณิชย์ไล่บี้ลดราคาไข่ไก่และเนื้อหมู หลังผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ระบุไข่ไก่ต้องราคาต้องลดลงฟองละ 10 สตางค์ ส่วนเนื้อหมูลดลงกิโลละ 5 บาท ยันสินค้ากลุ่มอื่นยังไม่มีแนวโน้มการปรับราคา ด้านบริษัทน้ำมันพืชแจ้งตลาดหลักทรัพย์กำไรไตรมาสแรกพุ่ง
นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้ กรมการค้าภายในเตรียมออกประกาศให้มีการปรับลดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มลงฟองละ 10 สตางค์ โดยปรับจากฟองละ 3.00 บาท เป็นฟองละ 2.90 บาท ส่งผลให้ราคาจำหน่ายปลีกและส่งทุกขนาดปรับลดลงฟองละ 10 สตางค์เช่นกัน โดยไข่ไก่เบอร์ศูนย์ ขายส่งจำหน่ายไม่เกินฟองละ 3.50 บาท ขายปลีกไม่เกินฟองละ 3.80 บาท เบอร์ 1 ขายส่งไม่เกินฟองละ 3.30 บาท ขายปลีกไม่เกินฟองละ 3.60 บาท เบอร์ 2 ขายส่งไม่เกินฟองละ 3.20 บาท ขายปลีกไม่เกินฟองละ 3.40 บาท เบอร์ 3 ขายส่งไม่เกินฟองละ 3.10 บาท ขายปลีกไม่เกินฟองละ 3.40 บาท เป็นต้น
ทั้งนี้ จากการออกสำรวจภาวะราคาไข่ไก่และเนื้อหมู พบว่ามีแนวโน้มอ่อนตัวลง เนื่องจากผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดในปริมาณที่เพิ่มสูงขึ้น โดยไข่ไก่มีปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 1 ล้านฟอง คือปรับจากวันละ 24-25ล้านฟอง เป็น 25-26 ล้านฟอง
นอกจากนี้ ยังได้ประกาศปรับลดราคาจำหน่ายปลีกแนะนำ เนื้อหมูลงกิโลกรัม (กก.) ละ 5 บาท โดยในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปรับลดจาก กก.ละ 140 บาทเป็น กก.ละ 135 บาท ขณะที่ภาคเหนือและอีสานปรับลดลงเหลือ กก.ละ 140 บาท ขณะที่ในภาคใต้เหลือ กก.ละ 145 บาท ส่วนหมูเป็นหน้าฟาร์มราคายังทรงตัวที่ 70 บาท โดยยังไม่มีการปรับลดราคาหมูเป็นหน้าฟาร์ม ซึ่งกรมจะให้เวลาผู้ประกอบการจำหน่ายหมูและไข่ไก่ เร่งปรับลดราคาให้แล้วเสร็จภายใน 2 วันต่อจากนี้
นางวัชรี กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มสินค้าอื่นขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มในการปรับขึ้นราคา เนื่องจากพ่อค้าส่วนใหญ่พบว่าผู้บริโภคได้มีพฤติกรรมในการซื้อที่เปลี่ยนไป โดยมีการชะลอการซื้อหรือทำการตัดสินใจก่อนการซื้อ พ่อค้าจึงเกรงว่าหากมีการปรับขึ้นราคาสินค้าช่วงนี้อาจจะขายสินค้าไม่ได้ และขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดได้ยื่นขอปรับขึ้นราคาสินค้าเพิ่มเติมอีก
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า บริษัทในกลุ่มน้ำมันพืชรายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1 ปีนี้เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน พบว่า กำไรเติบโตเพิ่มขึ้น 4.57% โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 643.84 ล้านบาท จากเดิมมีกำไรสุทธิ 615.73 ล้านบาท โดยบริษัทชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม ปรับตัวขึ้นแรงสุด มีกำไรเติบโต 187.17% รองลงมา บริษัทสหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม กำไรเพิ่มขึ้น 70.64% จาก 44.82 ล้านบาทเป็น 76.48 ล้านบา และหุ้นน้ำมันพืชไทย เพิ่มขึ้น 44.36% จาก 271.40 ล้านบาทเป็น 391.78 ล้านบาท
ขณะที่บริษัทล่ำสูง กำไรลดลงมากสุด 129.55% จากไตรมาสแรกปี 2553 ที่มีกำไรสุทธิ 102.31 ล้านบาทเป็นขาดทุน 30.23 ล้านบาท และบริษัทยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม กำไรลดลง 9.64% จาก 183.17 ล้านบาท เหลือ 165.52 ล้านบาท



