
2ปีครึ่งกับบทบาทขุนคลังหวังสานต่อนโยบายดูแลรากหญ้า
เป็นเวลากว่า 2 ปีครึ่งที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เข้ามาทำหน้าที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยดูแลกระทรวงการคลังอันเป็นหัวใจหลัก หลังจากที่เป็นรัฐมนตรีคลังเงามานาน แม้ว่าขณะนี้จะเหลือเวลาไม่มากในช่วงของการรักษาการ แต่เจ้าตัวยืนยันว่าจะท
นายกรณ์ กล่าวว่า เมื่อเข้ามาทำงานในกระทรวงการคลังก็มีโอกาสทำงานหลายเรื่อง โดยเรื่องแรกๆ ที่ทำคือเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2551 และ 2 ไตรมาสแรกของปี 2552 ถือว่าอยู่ในช่วงวิกฤติหนัก หน่วยงานภาครัฐ เอกชนและประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า โดยช่วงแรกของการแก้ปัญหาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดี ทำให้เศรษฐกิจเริ่มฟื้น การใช้จ่ายในประเทศเริ่มกลับมาและการจ้างงานเริ่มสูงขึ้น
จากนั้นจึงมองที่การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ภาคเกษตร ผ่านการประกันรายได้ ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ตัดสินใจยาก แต่ก็เป็นแนวทางที่ถูกต้องสามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ถึง 4 ล้านครัวเรือน ส่วนอีกนโยบายที่ภูมิใจคือการแก้ปัญหาความยากจนบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม เช่น การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ แม้จะเป็นงานที่จบไปแล้วในเฟสแรกแต่ถือเป็นนโยบายที่ต้องเดินหน้าต่อ โดยที่ผ่านมาได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะออมสินกับธ.ก.ส.ไปแล้ว ในการรับขึ้นทะเบียนรอบ 2 ในเร็วๆ นี้ หลังจากที่มีการอบรมหมอหนี้ได้ครบตามจำนวน ซึ่งทั้ง 2 แบงก์จะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักต่อไป
ส่วนการช่วยเหลือด้านที่ดินทำกินก็ทำไปได้ไม่น้อย โดยเฉพาะการแจกสัญญาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อทำการเกษตรและอยู่อาศัย รวมถึงการได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โคลนถล่มและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจากสถานการณ์ทางการเมืองต่างๆ โดยมีสถาบันการเงินของรัฐ เช่น เอสเอ็มอีแบงก์ และออมสิน พร้อมสนับสนุนเต็มกำลัง ล่าสุดได้ผลักดันโครงการบ้าน ธอส.เพื่อที่อยู่อาศัยหลังแรก ปลอดดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 2 ปี นับเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากและประชาชนให้การตอบรับเป็นอย่างดี ดูจากตัวเลขผู้ยื่นกู้ในวันแรกๆ ที่มียอดเข้ามาสูงมากและวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาทน่าจะหมดลงเร็ว
“หลายปีที่ทำงานภาคเอกชน 4 ปีที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านและ 2 ปีครึ่งที่เป็นรัฐบาล รู้สึกดีใจที่ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และพอใจผลการทำงานช่วงที่ผ่านมาที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยไม่ทำให้ฐานะการคลังวิกฤติ และยกระดับเครดิตประเทศให้ดีขึ้นได้ ส่วนการให้คะแนนคงเป็นหน้าที่ของประชาชนจะเป็นผู้ตัดสิน”
นายกรณ์ กล่าวว่า แม้จะแก้ปัญหาเก่าไปได้ แต่ก็ต้องมีปัญหาใหม่ๆ เข้ามา จึงบอกกับทีมงานและข้าราชการกระทรวงคลังว่า เมื่อมีโอกาสได้มาทำงานก็ต้องใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุด ถ้าได้ทุ่มเททำงานในตอนนี้เต็มที่จะได้ไม่เสียดายโอกาส ต่อไปถ้าไม่ได้ทำงานในฐานะ รมว.คลังก็จะมาทวงถามนโยบายการทำงานจาก รมว.คลังคนใหม่ เพราะเป็นผู้แทนราษฎรก็ต้องทำบทบาทของผู้แทนให้เต็มที่
การจะได้เข้ามาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่นั้น นายกรณ์ระบุว่า ไม่ได้คาดหวังและทำใจไว้แล้วว่าเป็นเรื่องธรรมดา หากรัฐบาลใหม่เข้ามาแล้วมีการปรับเปลี่ยนนโยบายที่ทำไว้ พร้อมทั้งมั่นใจว่านโยบายและสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำไว้นั้นไม่ได้มีอะไรที่เสียหายและล้วนมีประโยชน์ในการช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม แต่การตัดสินใจก็ขึ้นอยู่กับประชาชน
อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในช่วงรัฐบาลรักษาการแต่ดูเหมือนว่าขุนคลังจะยังไม่หยุดเดินหน้าดูแลกลุ่มประชาชนฐานรากรวมทั้งเกษตรกร ทั้งการช่วยลดต้นทุนผ่านสินเชื่อของธ.ก.ส.และอุดหนุนค่าซื้อปุ๋ย รวมถึงการดูแลไม่ให้ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นผ่านมาตรการอุ้มน้ำมันดีเซล พร้อมทั้งยืนยันหากได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นรัฐบาลก็พร้อมสานต่องานที่คั่งค้างทันที ทั้งภาษีที่ดิน ภาษีรถยนต์ใหม่
นอกจากนี้ ยังทิ้งท้ายไว้ว่าสิ่งที่วางแผนจะทำต่อไปคืออยากให้มีโครงการแปลงค่าเช่าเป็นค่าผ่อนบ้าน เพราะถือเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่มีผลต่อความมั่นคงในระยะยาว เพื่อช่วยให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มีบ้านเป็นของตัวเอง แต่น่าจะดำเนินการได้ในรัฐบาลหน้า หากรัฐบาลไหนอยากจะหยิบยกไปเป็นนโยบายหาเสียงก็น่าจะประกาศให้ชัดเจนเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจง่ายขึ้น
แต่สิ่งที่เห็นว่าน่าจะทำได้ในช่วงนี้ โดยไม่ผิดกฎหมายหลังยุบสภาและอาจจะเป็นผลงานสุดท้ายคงเป็นการแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 และแก้ไขปัญหาหนี้ในระบบ โดยเฉพาะการช่วยลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีประวัติดี ซึ่งนายกรณ์ระบุว่ารัฐบาลพร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่พร้อมจะช่วยตัวเองด้วย และถือเป็นนโยบายที่ทำได้โดยไม่ต้องใช้เงินงบประมาณ เพราะสามารถทำผ่านกลไกของแบงก์รัฐ อย่างออมสิน กรุงไทยและไอแบงก์ได้ คาดว่าเดือนมิถุนายนนี้น่าจะมีความชัดเจน แต่ที่แน่ๆ จะทำให้ลูกหนี้บัตรเครดิตวงเงินไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านบาทรีไฟแนนซ์จากแบงก์พาณิชย์มาอยู่กับ 3 แบกง์รัฐ โดยเสียดอกเบี้ยต่ำเพียง 10% นั้นน่าจะซื้อใจกลุ่มชนชั้นกลางได้อีกไม่น้อย
นายกรณ์ยังมั่นใจว่า งานที่ทำไว้จะได้รับการสานต่อ เพราะได้ผลักดันการจัดตั้งสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน (สพช.) หรือ สำนักปากท้อง เป็นหน่วยงานหนึ่งในสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อให้เป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของประชาชน หลังจากเห็นว่าที่ผ่านมาไม่มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ต่อไปการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนจึงน่าจะมีความต่อเนื่องแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ตาม



