
ครบรอบหนึ่งปีกระชับพื้นที่ 19 พ.ค. 53
หนึ่งปีผ่านไปเร็วมากครับ เร็วอย่างไม่น่าเชื่อในเชิงเวลา
แต่ช้าอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน ... ในแง่ของการค้นหาความจริงและความยุติธรรม
ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของความจริงและความยุติธรรมต่อคนเสื้อแดงหรอกครับ ผมหมายถึงความจริงกับพวกเสื้อสีอื่นและเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกมากล่าวหาคนเสื้อแดงจนถึงวันนี้
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณคิดว่าความจริงของคุณจริงกว่า ก็พิพากษาให้มันชัดเจนสิครับ และก็เปิดโอกาสให้เขาต่อสู้คดีอย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรม
หรือว่าสิ่งที่เป็นอยู่นี้มันคือความจริงและความยุติธรรมในตัวของมันเอง?
สิ่งที่ควรย้อนระลึกในการกระชับพื้นที่หนึ่งปีนั้นมีอยู่หลายเรื่อง จะขอไล่เรียงดังนี้
หนึ่ง กระบวนการยุติธรรมควรดำเนินไปอย่างเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ผิดก็ว่าตามผิด ใครเผา ใครยิงก็ว่ากันไปทีละกรณี
พูดง่ายๆ ว่าเหตุการณ์การชุมนุมและสลายการชุมนุมนั้นไม่มีความจริงหนึ่งเดียวครับ
แต่เป็นเรื่องของเศษเสี้ยวของความจริงที่กระจัดกระจาย และมีผู้เกี่ยวข้องมากมายหลายเหตุการณ์ ดังนั้นการจะเข้าถึงความจริงและตัดสินคดีความต่างๆ จำเป็นจะต้องละเอียดอ่อนอยู่มาก
เรื่องจึงไม่ใช่แค่ว่าตกลงใครถูกใครผิดฝ่ายเดียว ตกลงควรจะจัดการแกนนำเท่านั้น หรือทุกเรื่องเป็นเรื่องระดับปฏิบัติการ
สอง ฝ่ายแกนนำเสื้อแดงปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากถึงผลพวงจากการไม่ยอมรับข้อเสนอของฝ่ายรัฐบาลเรื่องการเลือกตั้งในปีที่แล้ว ซึ่งแม้ว่าอาจเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะมีความได้เปรียบในการผลักดันข้อเสนอดังกล่าว และอาจจะเป็นไปได้ที่จะถูกเบี้ยว แต่การยืนกรานไม่รับข้อเสนอนั้นเป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยากที่ได้เกิดการลดลงของความชอบธรรมในการชุมนุมเคลื่อนไหวไปเยอะ โดยเฉพาะกับพวกที่เห็นใจเสื้อแดง และพื้นที่สื่อกระแสหลัก
สาม ฝ่ายรัฐบาลเองนั้นก็ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยากถึงความพยายามที่ใช้สื่อของรัฐ และใช้ภาษาต่างๆ ในการสื่อให้ผู้คนเห็นว่าฝ่ายผู้ชุมนุมนั้นมีแนวโน้มที่จะสร้างความรุนแรงและนำสถานการณ์ไปสู่สภาวะไม่ปกติที่สามารถยกเว้นหลักการประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญไปเสียได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะโทษทหารฝ่ายเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่รัฐบาลที่เป็นนักการเมืองพลเรือนที่อิงทหารเสียก่อน เพราะห้วงจังหวะแรกที่นำไปสู่การสร้างภาพของความไม่สงบนั้นไม่ได้เริ่มจากทหาร แต่อยู่ที่การที่นักการเมืองพลเรือนอ้างเอาการประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงภายในมาใช้เป็นกฎหมายคุมม็อบ ทั้งที่ยังไม่ได้มีการชุมนุมเสียด้วยซ้ำ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบเชิงโครงสร้างกฎหมายการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะการสร้างความคลุมเครือว่าตกลงการชุมนุมนั้นสามารถกระทำได้หรือไม่ และกฎหมายทั่วไปก็สามารถใช้ตรวจอาวุธได้อยู่แล้ว
สี่ แม้ว่าทหารย่อมต้องมีส่วนรับผิดชอบและถูกตรวจสอบ จากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในครั้งนี้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่าในการปราบปรามประชาชนในครั้งนี้ทหารได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการประกอบสร้างเหตุผลมากมายในปฏิบัติการดังกล่าว ไม่ใช่แค่ลากปืนและขนกำลังมาสลายการชุมนุมโดยตรงเหมือนในอดีต (อย่าลืมว่าการชุมนุมนั้นกินเวลายาวนานมากกว่าจะมีการปราบปราม) ทั้งนี้รวมทั้งความมั่นใจของทหารเองในการตอบคำถามสื่อมวลชนในรายละเอียด
ห้า การปิดกั้นสื่อของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมีบทบาทสำคัญที่ทำให้การชุมนุมอ่อนพลังลงอย่างเห็นได้ชัด และตราบใดที่ยังไม่มีข้อตกลงพื้นฐานในการปิดกั้นสื่อจากคณะกรรมการที่ทุกฝ่ายยอมรับ ปัจจัยชี้ขาดต่อการสลายการชุมนุมประการสำคัญจึงอยู่ที่การไปใช้กฎหมายฉุกเฉินในการปิดกั้นสื่อ โดยฝ่ายที่ชุมนุมไม่สามารถปกป้องตัวเองได้บนกระบวนการยุติธรรมปกติ
หก ถามว่าเมืองไทยจะย้อนกลับไปสู่ความขัดแย้งแบบนี้อีกไหม ผมคงตอบไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีกง่ายๆ เพราะทุกครั้งที่เกิดขึ้นเราแต่ละคนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และที่สำคัญก็คือไม่มีใครสามารถบงการผลของความขัดแย้งได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดครับ ...
ก็ได้แต่หวังว่าก่อนจะมีการปะทุขึ้นของเหตุการณ์ครั้งใหม่ ก็ขอให้ความจริงและความยุติธรรมจากเหตุการณ์ครั้งเก่าจงบังเกิดขึ้นก่อนครับ



