ข่าว

เลือกตั้งหรือเลือกทักษิณ

เลือกตั้งหรือเลือกทักษิณ

19 พ.ค. 2554

อาจจะกล่าวได้ว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 กรกฎาคม 2554 เป็นการเลือกตั้งครั้งแรกที่สองพรรคการเมืองใหญ่ต่อสู่กันทั้งในเชิงนโยบาย และตัวบุคคลที่ถูกนำเสนอเพื่อแย่งชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

พรรคการเมืองหนึ่งคือพรรคประชาธิปัตย์ที่ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินมาแล้ว 2 ปีกว่า โดยเสนอชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรค เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย พร้อมนโยบายใหม่ๆ ที่พร้อมเดินหน้าทำงานทันที หากได้รับเสียงข้างมากเข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อีกพรรคหนึ่งคือพรรคเพื่อไทย ที่เพิ่งจะแต่งตัวเสร็จ พร้อมเสนอชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี

 การเลือกตั้งครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการต่อสู้กันในเชิงนโยบายและตัวบุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่แน่นอนว่าพรรคเพื่อไทยจะต้องชู "นายกรัฐมนตรีหญิง" คนแรกของไทยด้วยเช่นกัน เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจส่งยิ่งลักษณ์ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีนั้น ไม่น่าจะมีเหตุผลอื่น เพราะสมาชิกพรรคคนอื่นๆ เท่าที่เฟ้นหาออกมาแล้ว ยังสู้อภิสิทธิ์ไม่ได้ จึงต้องเลือกแนวทางใหม่ให้ประชาชนได้ตัดสินใจ เพราะก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีของไทย 20 กว่าคน ล้วนแล้วแต่เป็นทหาร และพลเรือนที่เป็นผู้ชายทั้งสิ้น ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีหญิงมาก่อน

 การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังจะเป็นการต่อสู้กันอีกแนวทางหนึ่ง พรรคเพื่อไทยนั้น ชัดเจนว่าเดินสายหาเสียงย้ำชัดว่า ถ้าชนะการเลือกตั้งก็จะ "เอาทักษิณกลับบ้าน" และเจ้าตัวก็ประกาศมาตลอดว่า ปลายปีนี้จะได้กลับบ้านแน่ๆ ซึ่งนั้นก็หมายถึงว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ก็จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้กระทำความผิดในช่วงหลังวันที่ 19 กันยายน 2549 และก่อนหน้านั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ก็บอกมาตลอดเช่นกันว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่จะทำคือ การเร่งออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคณะ เพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยในช่วงปลายปี

 แต่พรรคประชาธิปัตย์นั้น ยังไม่ชัดเจนในประเด็นนิรโทษกรรม แต่ที่ผ่านมากวักมือเรียก พ.ต.ท.ทักษิณให้กลับบ้านมาตลอดเช่นกัน แต่ต้องกลับมารับโทษตามที่ศาลได้ตัดสินจำคุกไว้ก่อนหน้าแล้ว 2 ปี กรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ในการจัดซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่ พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธอยู่แล้ว จึงได้เลือกที่จะหนีคดีหลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่คิดที่จะต่อสู้ในชั้นอุทธรณ์ แต่จะอย่างไรก็ตามท้ายที่สุดแล้ว อำนาจอธิปไตยจะอยู่ในมือของประชาชนที่จะตัดสินว่า จะเลือกแนวทางไหน พรรคการเมืองใดให้เข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อจากนี้ไป แต่ไม่อยากให้การเลือกตั้งสูญเปล่าเท่านั้นเอง