ข่าว

'องค์กรกลาง'เล็งดึง'ยิ่งลักษณ์'ดีเบตโชว์กึ๋น

'องค์กรกลาง'เล็งดึง'ยิ่งลักษณ์'ดีเบตโชว์กึ๋น

18 พ.ค. 2554

องค์กรกลาง เล็งเปิดเวทีดีเบตหวังทุกพรรคโชว์กึ๋น ยันไม่แตกแยกพร้อมดึง“ยิ่งลักษณ์”ร่วม ด้าน"สมบัติ"หนุนดีเบตก่อนเลือกตั้ง ชี้ปชช.จะได้รู้ไหวพริบ-จุดยืน ผู้นำพรรคการเมือง อ้างช่วยให้ปชช.ตัดสินใจง่ายขึ้น ด้านผอ.วิทยาลัยการเมือง ม.สุโขทัย" เตือนสังคมอย่าเต้นตา

(17พ.ค.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร เลขาธิการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะจัดเวทีดีเบตโดยจะเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรคมาขึ้นเวทีเพื่อแสดงวิสัยทัศน์  ในการบริหารประเทศไม่ใช่แค่ 2 พรรคใหญ่เท่านั้น แต่ไม่ได้กำหนดวันเวลาที่แน่นอน  ยืนยันว่าการดีเบตเป็นกระบวนการที่สำคัญต่อการตัดสินใจของประชาชน เพราะจะทำให้ประชาชนรู้จักแนวคิด จุดยืน นโยบายของผู้สมัคร ในทุกแง่มุม การเสนอตัวมาแล้วแต่เก็บตัวไม่ยอมขึ้นเวทีดีเบตเท่ากับเป็นการเอาเปรียบประชาชน เหมือนกับการขายสินค้า แต่ไม่ยอมเอาสินค้ามาโชว์ให้ผู้ซื้อได้เห็น ส่วนที่พรรคเพื่อไทย กังวลว่าเวทีดีเบตนั้นมุ่งเน้นให้เกิดความแตกแยกทะเลาะเบาะแว้ง นั้นตนเห็นว่าขึ้นอยู่กับการกำหนดกติการในการดีเบตต้องมีความชัดเจน ควบคุมการอภิปรายให้ได้ อยากให้พรรคการเมืองเชื่อในวิจารณญาณประชาชน หากใครใช้วาจาหยาบคาย ไม่สุภาพ ก้าวร้าวรุนแรง นำไปสู่ความแตกแยก สังคมจะตัดสินเอง เหมือนการอภิปรายในสภาเมื่อเริ่มไม่สุภาพสังคมและสื่อมวลชนก็จะวิพากษ์วิจารณ์

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย เคยจัดเวทีดีเบตมาแล้วหลายครั้ง แต่ที่ฮือฮาที่สุดคือการเลือกตั้งปี 2548 ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หัวหน้าพรรคไทยรักไทย ปฎิเสธที่จะเข้าร่วมเวที ทางคณะผู้จัดจึงนำภาพถ่ายขนาดครึ่งตัวมาวางบนเก้าอี้เพื่อฟ้องสังคมว่าพ.ต.ท.ทักษิณ หนีเวทีดีเบต จนปรากฎเป็นข่าวใหญ่ในช่วงนั้น   แต่สำหรับมาตรการสำหรับผู้ที่ไม่มาร่วมเวทีดีเบตครั้งนี้ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้มาตรการเดิมเหมือนที่ใช้กับพ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่   

 ด้านนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตย์พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ให้สัมภาษณ์ “สำนักข่าวเนชั่น” กรณีการจัดการดีเบตระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับนางสาวยิงลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย ว่า การเลือกตั้งทั่วไปควรมีการนำพรรคต่างๆ ออกมาดีเบตเพื่อตอบคำถาม และยืนยันในแนวทางนโยบายของแต่ละพรรค เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจ ว่าใครตอบคำถามได้ชัดเจนมากกว่ากัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีหากประเทศไทยจะมีการจัดดีเบตขึ้น เพราะหลายประเทศที่เจริญแล้วก็ได้ทำกัน

 นายสมบัติ กล่าวกรณีข่าวกระแสเรียกร้องดีเบต ว่า นายอภิสิทธิ์ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องดูว่ามีฝ่ายไหนจะจัดงานนี้ขึ้น และไปเชิญทั้งสองคนนี้มาดีเบตหรือไม่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะบอกว่าไม่ควรจัด เพราะการเลือกตั้งระบบพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค หลายประเทศจะนำผู้นำทั้งสองพรรคมาดีเบตกัน เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าตัวต่อตัวและใครดีกว่าใคร นอกจากนี้การดีเบตจะมีผลมากในการตัดสินใจทางการเมือง สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยจะทำให้ตัดสินใจว่าจะเลือกใครได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ามีคนตัดสินใจจะเลือกพรรคใดแล้วการดีเบตจะไม่มีผลในการเปลี่ยนแปลงในการตัดสินใจใหม่

 เมื่อถามว่ากรณีรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน หรือล่าสุดพรรคเพื่อไทยไม่รับคำท้าดีเบตกับพรรคประชาธิปัตย์ นายสมบัติ กล่าวว่า “การเมืองก็เป็นอย่างนี้ ใครได้เปรียบก็อยากดีเบต ใครเสียเปรียบก็ไม่อยากดีเบตด้วย เป็นเกมทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของแต่ละพรรค วันนี้หากเพื่อไทยท้าประชาธิปัตย์มาลงสัตยาบรรณว่าหากใครได้เสียงอันดับ 1 จะได้ตั้งรัฐบาล ประชาธิปัตย์คงจะไม่เอาด้วย เพราะมองว่าอาจจะเสียเปรียบก็ได้ ก็เป็นกรณีเดียวกันที่จะจัดดีเบตระหว่างคุณยิ่งลักษณ์ กับคุณอภิสิทธิ์ พรรคเพื่อไทยอาจมองว่าคนของเขาไม่จัดจ้านทางการเมือง และไม่มั่นใจตัวเอง ยิ่งเป็นคนหน้าใหม่กลัวจะตกม้าตาย แต่บางคนกลับอยากให้มีการลองเพราะเป็นหน้าใหม่ เพื่อจะได้รู้ว่ามีทักษะทางการเมืองมากแค่ไหน”

 ส่วนายยุทธพร อิสรชัย ผู้อำนวยการโครงการวิทยาลัยการเมือง สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวกับ “ สำนักข่าวเนชั่น ” ถึงกระแสเกี่ยวกับการดีเบตกันระหว่างว่าที่นายกฯคนใหม่ ว่า ประโยชน์นั้นมีแน่แต่หากไม่มีก็ไม่เสียหาย ขณะนี้สังคมไทยกำลังสับสนกับวัฒนธรรมการดีเบต เพราะการดีเบตจะเกิดขึ้นเฉพาะประเทศที่มีการปกครองระบอบประธานาธิบดีเท่านั้น ขณะที่ประเทศไทยเป็นระบบรัฐสภา และการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีมาจากเสียงข้างมากในสภา มีการทำงานตามหลักการรับผิดชอบร่วมกันในเชิงนิติบัญญัติ รวมถึงมีลักษณะนอมินี่ทางการเมือง ดังนั้นถึงจะมีการดีเบตก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นการประชันวิสัยทัศน์ของว่าที่ผู้นำประเทศอย่างแท้จริง

 นายยุทธพร กล่าวต่อว่า หากจะให้เกิดการหาเสียงอย่างสร้างสรรค์ และสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งให้ประชาชนได้รับประโยชน์ พรรคการเมืองแต่ละพรรคต้องระบุให้ชัดเลยว่า หากตนเองได้ตั้งรัฐบาลแล้วจะร่วมกับพรรคการเมืองใดบ้าง มีแนวทางอย่างไรในการบริหาร จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือวางแนวทางระยะยาวอย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้นำไปตัดสินใจ รวมถึงการให้ประชาชนเข้าไปกำหนดนโยบายในช่วงนี้เลย ดีกว่าหลงทางไปกับการให้ตัวแทนจาก 2 พรรคใหญ่โต้เถียงกัน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่แต่ละพรรคจะไม่ยอมทำตามในสิ่งที่ตัวเองเสียเปรียบ

 ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในประเด็นเดียวกันนี้ว่า การดีเบตไม่ใช่จารีตของการเมืองไทยซึ่งเป็นแบบระบอบรัฐสภา และการประชันโวหารกันด้วยวิธีนี้ไม่ได้มีส่วนพัฒนาทางการเมืองไทยเลย ส่วนจะสร้างวัฒนธรรมก่อนการเลือกตั้งอย่างไรนั้น ตนมองว่าพรรคการเมืองต้องแสดงถึงการยึดโยงกับฐานมวลชน อาทิ การยกเลิกข้อกฎหมายห้ามไม่ให้สหภาพแรงงานฯยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยที่คนกลุ่มนี้ต้องช่วยกันผลักดันนโยบายที่พวกเขาต้องการได้ในช่วงนี้เลย หรือกลุ่มชาวบ้านเขื่อนปากมูนที่ยังมีปัญหา ต้องรวมตัวกันกดดันพรรคการเมืองว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรมอย่างไรบ้าง