
"ทรงกิตติ"ส้มหล่น ภารกิจ"กอฉ."
ย้อนรอยเหตุการณ์ ทัพเสื้อแดง ไปกดดันที่ประชุมสุดยอดอาเซียน ที่ รร.รอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จ.ชลบุรี ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 เมษายน ที่ผ่านมา
จนเป็นเหตุทำให้การประชุมต้องล้มเลิกก่อนกำหนด สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติ โดยเฉพาะในเรื่อง ความเชื่อมั่นในมาตรการรักษาความปลอดภัยของไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ปี 2548 ขั้นร้ายแรงในพื้นที่ 6 จังหวัด เพื่อควบคุมสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ใช้แผน “ดาวกระจาย” ป่วนเมืองไปหมด
เหตุบุกโรงแรมที่ประชุมผู้นำอาเซียน เหมือนเป็นการ “ตบหน้า” นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ อย่างจัง รวมไปถึงการไปปิดล้อมไม่ให้ อภิสิทธิ์ ออกจากกระทรวงมหาดไทย และยังมีการทำร้ายร่างกาย นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และคนขับรถบาดเจ็บสาหัส โดยที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง
ทำให้นายอภิสิทธิ์ ยื่นดาบกายสิทธิ์ให้กองทัพ ในการจัดการกับกลุ่มคนเสื้อแดง
โดยมีการแต่งตั้งให้ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยการกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (กอฉ.) ในการคลี่คลายสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา
นอกจากนี้ยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สวุรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เสนาธิการทหาร เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ เสนาธิการทหารอากาศ ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือน มีหน้าที่ในการรับคำสั่งจากผู้อำนวยการให้ปฏิบัติ
ทำไม ผอ.กอฉ. ถึงต้องเป็น พล.อ.ทรงกิตติ แทนที่จะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ ที่ควบคุมกำลังหลัก พล.อ.ทรงกิตติ แทบจะไม่มีอำนาจกำลังรบอยู่ใน “มือ” เลยด้วยซ้ำ
แต่หากย้อนไปดูโครงสร้างของกองทัพ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดระเบียบกระทรวงกลาโหม จะมีบทบัญญัติไว้ชัดเจน คือจะให้อำนาจหน้าที่ของ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีอำนาจเต็มในการสั่งการ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาหารทหารเรือ และผู้บัญชาการทหารอากาศ นั่นคือคำตอบว่า ทำไมถึงต้องเป็น พล.อ.ทรงกิตติ
แต่นั่นก็ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ ซึ่งคุมกำลังรบอยู่ในมือกว่า 2 แสนคนโล่งใจ
จะเห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ค่อยจะเต็มใจที่จะใช้กำลังในการ “สลายการชุมนุม” ของคนกลุ่มเสื้อแดงสักเท่าไหร่ เพราะจุดยืนของ พล.อ.อนุพงษ์ นั้นนับแต่ร่วมทำการยึดอำนาจกับ คมช.ก็ยืนกรานมาตลอดว่า ไม่ต้องการเอาทหาร เอากองทัพ ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
ในยุคของ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขสถานการณ์การปะทะกันของกลุ่มคนเสื้อแดง กับกลุ่มคนเสื้อเหลือง เมื่อวันที่ 2 กันยายนปีที่ผ่านมา
นายสมัครได้แต่งตั้งให้ พล.อ.อนุพงษ์ ทำหน้าที่เป็น ผอ.กอฉ. และให้ พล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ ทำหน้าที่เป็น รอง ผอ.กอฉ.
นอกจากนี้ยังมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นกรรมการ สำหรับผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นกรรมการและเลขานุการ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ข้าราชการตำรวจ และข้าราชการพลเรือนตามผนวก เป็นเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 19 ตำแหน่ง
แต่ตอนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ ไม่ยอมใช้อำนาจที่มีอยู่จัดการกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองได้อย่างเต็มที่
ท่าทีของกองทัพในยามนั้น เหมือนกับ "สั่งไม่ได้" โดยเฉพาะหากเป็นคำสั่งให้สลายการชุมนุม
จึงทำให้ นายสมัคร ตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเวลาต่อมา ทั้งๆ ที่สถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อเหลืองก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง
มาครั้งนี้ เมื่อไม่ได้ทำหน้าที่ ผอ.กอฉ. จึงเป็นเรื่องดีสำหรับ พล.อ.อนุพงษ์ ที่เลือกเส้นทางที่ "ปลอดภัย" ที่สุดแล้ว
ทีมข่าวความมั่นคง



