
อุตรดิตถ์ ยุคสัมฤทธิ์ 2,000 ปีมาแล้ว
1-31 พฤษภาคม 2554 จ.อุตรดิตถ์ มีประเพณีแห่น้ำขึ้นโรง ที่เชิงดอยม่อนอารักษ์ (อนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร) ต.ฝ่ายหลวง อ.ลับแล
ประเพณีแห่น้ำขึ้นโรง หรือสำเนียงเหนือออกเสียง แห่น้ำขึ้นโรง จ.อุตรดิตถ์ หมายถึงการรดน้ำดำหัวให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับโดยยกขันน้ำไปสรงตามศาลหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านนับถือ เช่น ศาลปู่เจ้าปู่เชื้อ ที่สถิตวิญญาณบรรพชน เพื่อขอให้บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ร่มเย็นเป็นสุข ขอน้ำ ขอฝน ให้ตกต้องตามฤดูกาล มีพิธีสักการะดวงสรงน้ำอนุสาวรีย์เจ้าฟ้าฮ่าม ผู้ครองเมืองลับแลคนแรก มีพิธีตักและอัญเชิญน้ำจากบ่อศักดิ์สิทธิ์บริเวณเวียงเจ้าเงาะ ต.ทุ่งยั้ง มาใช้สรงในพิธี
บริเวณ จ.อุตรดิตถ์ มีชุมชนยุคดึกดำบรรพ์ราว 2,500 ปีมาแล้ว เพราะตามสองฝั่งลำน้ำน่านพบเครื่องมือสัมฤทธิ์และเหล็ก
หลักฐานจากบริเวณเขาเข็น บริเวณรอยต่อ จ.อุตรดิตถ์กับ จ.สุโขทัย และจากบริเวณแก่งตาน ริมน้ำน่าน ต.ผาเผือก อ.ท่าปลา พบกลุ่มขวานสัมฤทธิ์มีบ้องและใบหอกสัมฤทธิ์ คล้ายคลึงกับเครื่องมือสัมฤทธิ์ที่พบในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ จ.น่าน ไปจนถึงเชียงแสน จ.เชียงราย และยังพบกระจายในแถบอุษาคเนย์
กลองทองหรือมโหระทึก ทำจากสัมฤทธิ์ อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว พบร่วมกับกาน้ำสัมฤทธิ์ แบบฮั่น ที่ม่อนวัดศัลยพงษ์ คลองโพ ต.ท่าเสา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นหลักฐานสำคัญของการติดต่อกับชุมชนภายนอกของคนบริเวณนี้
เส้นทางติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้าทรัพยากรผ่านไปทาง อ.ชาติตระการหรือ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก และอ.ด่านซ้าย จ.เลย เข้าสู่บริเวณสองฝั่งโขงในลาวและภาคอีสาน แล้วต่อออกไปจนถึงเวียดนามและตอนใต้ของจีน
"เรือนอินทร์ หน้าพระลาน"



