
ทม.สมุยวางใจมรส."พี่เลี้ยง" ช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้นร.พื้นที่
สุราษฎร์ธานี-ทม.เกาะสมุย วางใจ มรภ.สุราษฎร์ธานี เป็นพี่เลี้ยงช่วยยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนเกาะสมุย มุ่งเชื่อมโยงความก้าวหน้าทางวิชาชีพของครูเข้ากับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็ก พร้อมสร้างความยั่งยืนให้โรงเรียนสามารถยืนอยู่บนขาตนเองได้
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ ห้องมุกสมุย เทศบาลเมืองเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างเทศบาลเมืองเกาะสมุย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) และโรงเรียน 4 แห่งในสังกัดเทศบาลเมืองเกาะสมุย เพื่อให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นพี่เลี้ยงในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนใน 4 โรงที่เพิ่งโอนย้ายจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามาสังกัดเทศบาลเมืองเกาะสมุย ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 (วัดละไม) โรงเรียนเทศบาล 2 (วัดสระเกศ) โรงเรียนเทศบาล 3 (วัดสมุทราราม) และโรงเรียนเทศบาล 4 (วัดคีรีมาศ)
นายเจริญ ใจสว่าง รองนายกเทศมนตรีเมืองเกาะสมุย เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองเกาะสมุยต้องการให้ มรส.มาเป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาของโรงเรียนในเกาะสมุย เพราะมั่นใจในศักยภาพของมหาวิทยาลัย และเห็นผลงานจากการที่ มรส.ได้เข้าร่วมโครงการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายเชิงพื้นที่เพื่อเสริมการพัฒนาการเรียนรู้กับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นอกจากนี้ มรส. เองก็มาตั้งวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยวอยู่ที่เกาะสมุย ทำให้มีความใกล้ชิด สามารถดูแลโรงเรียนได้ตลอดเวลาและต่อเนื่อง
“โรงเรียนทั้งสี่เพิ่งโอนย้ายมาสังกัดเทศบาลเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เทศบาลเมืองเกาะสมุย จึงถือเป็นมือใหม่ในการจัดการศึกษา อย่างไรก็ตาม เทศบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้ดีที่สุดและพร้อมที่จะสนับสนุนทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร แต่เหล่านี้ก็เป็นเพียงเปลือก มิใช่แก่นแกนทางการศึกษา เทศบาลจึงต้องให้ มรส.มาเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลแนะนำในด้านการบริหารจัดการและการยกระดับคุณภาพการศึกษา” รองนายกเทศมนตรีกล่าว
ด้าน ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มรส.กล่าวว่า การก้าวเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงของโรงเรียนในครั้งนี้ มีหลักสำคัญในการดำเนินการอยู่ 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้นของนักเรียน 2.เน้นความยั่งยืนที่แม้ มรส.จะไม่ได้เป็นพี่เลี้ยงให้แล้ว แต่โรงเรียนก็ยังสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ และ 3.พัฒนาจากงานประจำที่ครูทำ ยกระดับและพัฒนาไปสู่คุณภาพในการจัดการเรียนการสอน โดยที่ความก้าวหน้าในวิชาชีพของครูจะต้องมีนัยสำคัญต่อผลการเรียนของเด็ก
“วันนี้กระบวนทัศน์เดิมในการพัฒนาครูด้วยการจัดการอบรมให้นั้น ในอีกมุมหนึ่งอาจกลายเป็นการพรากครูไปจากเด็ก ยิ่งถ่างช่องว่างระหว่างครูกับเด็กให้ห่างขึ้น และเมื่ออบรมสัมมนาจบลงก็เสร็จสิ้นเพียงเท่านั้น ไม่สามารถต่อยอดการพัฒนาไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงคือคุณภาพการเรียนของเด็กนักเรียนได้ ดังนั้นเราต้องทำให้การพัฒนาครูสัมพันธ์กับการเรียนการสอน ยึดโยงใกล้ชิดกับเนื้อหาหลักวิชา ไม่ใช่จัดอบรมสัมมนาให้ครูมีความรู้เพิ่มขึ้น แต่ความรู้นั้นนำไปใช้ประโยชน์จริงไม่ได้” รองอธิการบดีกล่าว



