
ดันยิ่งลักษณ์กุมอำนาจเกมยาวของทักษิณ
อาจเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบเฉพาะของ ทักษิณ ชินวัตร ในการปูทาง ปลุกเร้า เพื่อให้เกิดการคล้อยตาม โดยเฉพาะการสร้างผู้นำ ที่ยังขาดบารมีทางการเมืองอย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้เป็นน้องสาว
ส.ส.ส่วนใหญ่ในพรรคเพื่อไทยต่างรู้ด้วยตนเอง หรือไม่ก็รู้เพราะฟังคำบอกเล่าจากแกนนำว่า ทักษิณต้องการให้ใครขึ้นมาเป็นทางยาท แต่ด้วยเพราะสถานการณ์การเมือง ที่ยังต้องต่อสู้กันทั้งในสภาและนอกสภา "ความคลุมเครือ" จึงเป็นกลยุทธ์ที่ พ.ต.ท.ทักษิณนำมาใช้
ยิ่งคลุมเครือก็ยิ่งคาดเดา !
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็แสดงบทบาทการควบคุมพรรคอย่างเต็มที่ ทั้งในแง่ของการคิด แล้วให้คนในพรรคเพื่อไทยไปศึกษา จนออกมาเป็น "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" โดยระหว่างนั้น การสลายขั้วการเมืองภายในเพื่อไทยก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
กระทั่งเมื่อมีการยุบสภา ความชัดเจนก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น พร้อมๆ กับการปลุกเร้ากระแสชูยิ่งลักษณ์ ก็เริ่มเป็นเอกภาพมากขึ้น
กระทั่งวันที่ยิ่งลักษณ์เดินทางไปพบพี่ชาย ที่บันดาเสรีเบกาวัน ประเทศบรูไน เมื่อไม่กี่วันมานี้ นั่นเอง คือคำตอบสุดท้าย
ความจริงแล้ว การผลักดันยิ่งลักษณ์ขึ้นมา ไม่ใช่เรื่องที่ทักษิณเพิ่งคิด ในบรรดาคนใกล้ชิดเขาและคีย์แมนคนสำคัญของพรรคหลายคน มักจะถูกทักษิณโยนหินถามทางเสมอๆ
โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งถูกรัฐประหาร และลี้ภัยไปอยู่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ครั้งนั้น "ทักษิณ" ก็เริ่มหยั่งเสียงแล้วว่า ถ้าให้ยิ่งลักษณ์ขึ้นมาคุมพรรคจะเป็นอย่างไร แน่นอนคนอื่นไม่กล้าขัด...แต่คนในวงศ์วานว่านเครือกลับค้าน
ข่าวว่า เป็น "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ที่ออกจะไม่เห็นด้วย ซึ่งก็อาจจะด้วยเพราะความห่วงใยน้องสาวคนเล็ก
ครั้งต่อมา ในช่วงที่ตั้ง ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ขึ้นมาเป็นหัวหน้านอมินี แล้วทำท่าจะลาออก "ทักษิณ" ก็ยังเห็นว่า "ยิ่งลักษณ์" ควรจะขึ้นมาได้แล้ว แต่หนนี้เป็น "ยิ่งลักษณ์" เองที่ออกปากปฏิเสธ พร้อมเสนอให้ ปานปรีย์ พหิทธานุกร ขึ้นมาแทน แต่สุดท้ายคนที่ถูกเสนอชื่อก็ปฏิเสธ ทำให้ "ยงยุทธ" ถูกเกลี้ยกล่อมให้เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป
ขณะที่ยิ่งลักษณ์ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายภายในพรรคท่ามกลางกระแสข่าวที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าเวลาไหน ทักษิณ ก็ยังคงไว้วางใจน้องสาวคนเล็กมากกว่าใครเพื่อน
แต่กระแสการเมืองภายในพรรคไม่ได้รอให้สะเด็ดน้ำ เพราะยิ่งนานวันก็ยิ่งใกล้วันที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำหนดว่าจะยุบสภา ความเคลื่อนไหวในการหาตัวผู้นำที่แท้จริงจึงกลายเป็นแรงกระเพื่อมภายในพรรค
แคนดิเดตหลายคนในพรรคถูกหยิบยกมาเพื่อหยั่งเสียง ไม่ว่าจะเป็น "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย แม้กระทั่ง ปานปรีย์ เองก็ถูกระบุถึง
ช่วงนั้นจึงเป็นช่วงที่แกนนำพรรคหลายคนเดินทางไปดูไบเป็นว่าเล่น
โดยเฉพาะกลุ่มก๊วนที่สับสนุนมิ่งขวัญ ที่ว่ากันว่าได้รับคำมั่นสัญญาบางอย่างตั้งแต่ก่อนอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดูจะคึกคักมากเป็นพิเศษ
แต่สุดท้ายก็มารู้ในภายหลังว่า มิ่งขวัญ...ไม่ใช่ ! และทักษิณถึงกับออกปากพูดให้ที่ประชุมแกนนำพรรค และบรรดากองเชียร์มิ่งขวัญได้รับรู้ถึงเจตจำนงของตน
คนใกล้ชิดทักษิณระบุว่า ในแง่ภายในพรรค ทักษิณมองว่า "ยิ่งลักษณ์" เหมาะสมที่สุด ส่วนในแง่ภายนอก ทักษิณก็รู้ดีว่า ฝ่ายที่มีอำนาจและฝ่ายต่อต้านเขา ไม่ว่าเขาจะตั้งใครที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องขึ้นมาเป็นหัวขบวนพรรค ก็ต้องถูกต่อต้านว่าเป็นนอมินีอยู่แล้ว
ในเมื่อไม่ว่าชูใครก็ต้องโดนต่อต้าน การหนุนน้องสาวขึ้นมาสถานการณ์ก็ย่อมไม่ต่างไปจากเดิม ที่สำคัญยังไม่ต้องห่วงปัญหา ถูกจ้อง "ยึดพรรค" เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงเกิด "แก๊งออฟโฟร์" ซึ่งทักษิณเองก็เพิ่งเอ่ยปากกับคนใกล้ชิดว่า "ถ้าให้คนอื่นมาทำ ก็ฉกฉวยโอกาสจะยึดพรรค"
เมื่อถึงวันสุกดิบ ทักษิณจึงไม่ลังเลที่จะเปิดโพยของเขาว่า แท้จริงแล้วหนุนน้องสาวขึ้นมานำพรรค
แต่ก็ใช่ว่า การตัดสินใจของทักษิณจะยืนอยู่แต่เฉพาะหลักเกณท์ที่ตนตั้งขึ้น หากแต่ยังมีผลการสำรวจประชาชน ที่ได้ว่าจ้างบริษัทต่างชาติทำตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย สะท้อนความนิยมออกมาว่า "กระแสทักษิณ" ยังแรง
"ทักษิณ" แจ้งผลการสำรวจให้คนในพรรคว่า ตัวเลขตอนนี้ ส.ส.เขตอยู่ที่ 210 ที่นั่ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ 60 ที่นั่ง ถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของสภาแล้ว และน่าเชื่อว่า หลังจากเปิดตัว "ยิ่งลักษณ์" กระแสน่าจะพุ่งสูงกว่านี้
กระนั้นก็ตาม ทักษิณยังคงไม่วางใจในสถานะ 270 เสียง แม้ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาล โดยยังคงต้องการให้มีพรรคร่วมรัฐบาลเพิ่มเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน หรือพรรคชาติไทยพัฒนา ที่เชื่อว่า พร้อมจะฉีกสัตยาบันที่เคยทำร่วมกับพรรคภูมิใจไทย
นั่นย่อมหมายความว่าหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็จะมีฝ่ายค้านเพียง 2 พรรคคือ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์
อย่างไรก็ดี สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ทักษิณบอกกับคนใกล้ชิดว่า หากจำเป็นก็พร้อมที่จะจับขั้วตั้งรัฐบาลโดยไม่ติดใจในเรื่องที่ผ่านมา
ถ้าหากเป็นอย่างที่ว่ามาเช่นนี้ ก็ต้องนับว่า ทักษิณไม่ธรรมดาเลยสำหรับการวางหมากการเมือง
ลืมกระทั่งการชิงตั้งรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ และสร้างความเจ็บช้ำให้แก่พลพรรคเพื่อไทยจนถึงทุกวันนี้
ลืมกระทั่งการตั้งป้อมปราการปฏิเสธที่จะร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ตราบใดที่ยังไม่ก้าวข้ามทักษิณ และยังประกาศว่าจะเอาทักษิณกลับบ้านให้ได้
เช่นเดียวกับฝ่ายต่อต้านภายนอก ที่ทักษิณบอกกับแกนนำในพรรคชัดเจนว่า มีการเคลียร์กันเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะกับ "หัวขบวน" ของสีเหลือง และเร็วๆ นี้ พรรคเพื่อไทยจะประกาศนโยบายสลายสีเสื้อ
ในส่วนของอำมาตย์ที่แผ่อำนาจผ่านมาทางกองทัพ ก็เคลียร์ปัญหาหมดแล้วเช่นกัน โดยได้รับการยืนยันจากระดับบิ๊กในกองทัพแล้วว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามกติกาการเลือกตั้ง
ประเด็นนี้ ทักษิณย้ำหลายต่อหลายหนไปยังลูกพรรคและมวลชนคนเสื้อแดงเลยว่า "อย่าไปทำให้กองทัพระแวง"
ซึ่งก็น่าสนใจว่า การถูกจับกุมของ จตุพร พรหมพันธุ์ จากกรณีขึ้นเวทีแล้วถูกกองทัพแจ้งความจับกุมกล่าวหาว่าไปจาบจ้วงสถาบัน ซึ่งเป็นข้อหาร้ายแรง แต่กลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากมวลชนคนเสื้อแดง
แน่นอน เมื่อไม่มีการแตะต้องคดีของจตุพร เพื่อให้เคลียร์คัตชัดเจน ก็ย่อมต้องรวมถึงคดีของทักษิณเองด้วยว่า จะไม่มีเรื่อง "นิรโทษกรรม" ในคดีของทักษิณ
"แก้ไข แต่ไม่แก้แค้น" จึงเป็นหนึ่งในประโยคที่ยิ่งลักษณ์จงใจกล่าวในการเปิดใจหลังสมาชิกพรรคโหวตให้เป็นปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ของพรรค
ตรงนี้ทักษิณเชื่อว่าน่าจะทำให้แรงต้านลดลง
และตอกย้ำให้ชัดเจนมากขึ้น ทักษิณได้บอกกับกคนใกล้ชิดว่า ยังไม่มีแผนที่จะกลับเข้าประเทศ ด้วยเหตุผลทั้งในเรื่องความปลอดภัย และแผนที่จะหนุนส่งให้เส้นทางการเมืองของน้องสาวเป็นไปอย่างราบรื่น
"วันนี้ถึงให้ผมกลับ ผมก็ไม่กลับ"
ชัดเจนว่า ถึงวันนี้แล้ว ทักษิณเริ่มมองเห็นแล้วว่า หากยึดกุมอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องตามครรลองแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องเร่งร้อนให้เกิดแรงกระเพื่อมและแรงต้านขึ้นมาอีกครั้ง
ในวันนี้ ทักษิณก็รู้ดีว่า นี่คือโอกาสครั้งสุดท้ายในการต่อสู้ และการต่อสู้ด้วยวิธีการที่ผ่านมานั้น เขาตกผลึกแล้วว่า มันไม่ได้ผล !



