
ขึ้นศาลโลกไทยต้องสามัคคี
ไทยเรานี่แปลกมาก พอขึ้นโรงขึ้นศาลไม่ว่าจะเป็นบริบทในประเทศหรือในต่างประเทศจะกลัว เนื่องจากไม่เชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม ความรู้สึกแบบนี้มาจากสภาพสังคมไทยพัฒนากันมาแบบไทยๆ ที่หย่อนเรื่องนิติรัฐ หลังวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ.1962
ศาลโลกตัดสินด้วยคะแนน 9 ต่อ 3 ให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยกัมพูชา ความน่าเชื่อถือของระบบความยุติธรรมระหว่างประเทศในสายตาคนไทยนั้นหดหายทันที แต่ไทยก็ยังทำตามคำพิพากษาทั้งที่ไม่เห็นด้วย
ก่อนหน้านี้ไทยเราเพิ่งสมัครเข้าเป็นสมาชิกององค์การสหประชาชาติในปี 1946 เพราะต้องการเกราะคุ้มกันในเวทีการเมืองระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ไทยเราตอนนั้นหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีเพื่อนให้คบยกเว้นสหรัฐอเมริกา (ประเทศอื่นพยายามรุมกินโต๊ะไทย) เพราะเราไปเข้าข้างฝ่ายเยอรมนีและญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงคราม โชคดีที่ขบวนการเสรีไทยเข้ามาช่วยไว้ ในตอนนั้นมีแต่องค์การสหประชาชาติเท่านั้นที่สามารถให้ความรู้สึกของความมีอธิปไตยแห่งดินแดนแก่รัฐบาลไทยได้
กัมพูชาได้ยื่นคำขอไปยังศาลโลกในวันที่ 28 เมษายน หลังขู่ไทยมานมนานว่าจะนำเรื่องขึ้นศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง ในสองประเด็น ขอให้ตีความคำพิพากษา (ตามข้อ 60 ของศาลธรรมนูญศาลและข้อ 65 ข้อบังคับศาล) อีกประเด็นคือขอให้ศาลมีคำสั่งมาตรการชั่วคราว ไม่ได้เป็นคดีใหม่อะไรทั้งสิ้น
รัฐบาลไทยได้เตรียมพร้อมเรื่องนี้มานานแล้ว ทราบดีว่าในที่สุดกัมพูชาต้องเล่นเกมนี้ ที่ผ่านมาตลอดเวลาฝ่ายพนมเปญได้สร้างแนวร่วมในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศเพื่อสร้างความรู้สึกลึกๆ ว่าไทยเป็นประเทศไม่น่าเชื่อถือขี้โกง ไม่ทำตามคำตัดสินศาลโลก ขี้แพ้ชวนตีอะไรทำนองนั้น จึงไม่แปลก ภาพลักษณ์ไทยในสายตาประชาคมโลกตอนนี้ดาวน์มากๆ
ตามจริงรัฐบาลไทยควรยื่นศาลโลกก่อนในประเด็นเดียวกัน เราสามารถตั้งโจทย์ได้เอง ไทยเรามีทีมงานทนายความพร้อมทำงานเช่นกัน อย่างไรก็ดี การที่กัมพูชายื่นเองทำให้เห็นความตั้งใจของกัมพูชาอย่างชัดเจนว่าต้องการอะไรกันแน่ ในขณะที่บอกกับประชาคมโลกต้องการแก้ไขในกรอบทวิภาคี
นายกรัฐมนตรีฮุน เซนอยู่ในอำนาจมาเป็นเวลากว่าสามสิบปี เรียกได้ว่านานที่สุดในภูมิภาคอาเซียนก่อนหน้านี้ ตั้งแต่สมัยที่อาเซียนต้องสู้รบตบมือกับกลุ่มอินโดจีน หลังสงครามกัมพูชาสิ้นสุด สองกลุ่มนี้รวมตัวกันในกรอบอาเซียน
ฉะนั้นเวลาฮุน เซนเข้าร่วมประชุมอาเซียนทีไร จะมีความรู้สึกฮึกเหิมอย่างที่เห็นในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงจาการ์ตาผ่านมา อย่าลืมว่า ในช่วงปี 1997-1999 อาเซียนไม่ยอมให้ กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิก เพราะการเมืองภายในไม่นิ่ง สร้างความโกธรแค้นให้ผู้นำคนนี้อย่างมาก
ในช่วงหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า คนไทยต้องมีความเป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะในช่วงสับเปลี่ยนการเมือง ต้องปล่อยให้ศาลโลกทำงาน ต้องให้ความนับถือต่อระบบความยุติธรรมระหว่างประเทศ (ซึ่งมีบทบาทมากขึ้นทุกวี่ทุกวันในยุคโลกาภิวัตน์) ทีมทนายความทั้งสองประเทศต้องใช้ความสามารถในการอธิบายข้อขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความเป็นไปหรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นหลังปี 1962 ในปราสาทพระวิหาร
ใจเย็นๆ รอฟังผลที่บ้าน



